การเดินวิชา 18 กายทุกวันสำคัญอย่างไร

การเดินวิชา 18 กายทุกวัน สำคัญอย่างไร
ถามโดย : khunsamatha เมื่อ 12 พฤษภาคม 2552

ตามที่ได้รับทราบมานั้น วิทยากรที่สอบผ่านใหม่ๆ มักจะมีปัญหาเรื่องการเดินวิชชา ๑๘ กายประจำวัน กล่าวคือวิทยากรใหม่มักจะอ้างว่า ไม่มีเวลาเดินวิชชาเลยจะทำอย่างไรดี ทำให้การเดินวิชชาไม่เป็นประจำทุกวัน

ตามที่เรารับทราบตรงกันว่า การเดินวิชชา ๑๘ กายต้องเดินทุกวันอย่างน้อยวันละ ๒ เวลา คือ ตื่นนอนตอนเช้า ๑ ครั้ง ก่อนนอนตอนกลางคืนอีก ๑ ครั้ง เป็นอย่างน้อย สำหรับท่านที่ไม่สามารถเดินวิชชาได้เช่นนี้ ท่านมักจะมีข้ออ้างสารพัดเพื่อจะบอกว่าไม่ได้เดินวิชชาเป็นประจำทุกวัน อย่าว่าแต่วันละ ๒ ครั้งเลย แค่ ๑ ครั้งต่อวันก็ยังยาก บางวันก็ไม่ได้เดินวิชชาเลย นี่คือปัญหาของวิทยากรใหม่ๆ ที่กระผมรับทราบมาโดยตลอด

สำหรับวิทยากรรุ่นพี่ที่ฝึกตนมานานพอสมควร ท่านเหล่านั้นจะเห็นคุณค่าของการเดินวิชชาอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง และปฏิบัติเช่นนี้ได้ทุกวัน ดังนั้นในกระทู้นี้จึงขอความรู้ความเห็นของวิทยากรทุกท่านโดยเฉพาะวิทยากรรุ่นพี่ๆ ให้ช่วยแนะนำเกี่ยวกับการเดินวิชชา ๑๘ กายแก่วิทยากรใหม่ๆ โดยผมขออนุญาตตั้งเป็นคำถามเป็นข้อๆ ดังนี้...

๑.ทำไมต้องเดินวิชชา ๑๘ กายทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๒ ครั้งมีเหตุผลอะไร เพื่ออะไร..?

๒.ที่ว่าเดินวิชชา ๑๘ กายทุกวันนั้น มีขั้นตอนการเดินวิชชาอย่างไร จึงจะถือว่าเดินวิชชา ๑๘ กายได้ถูกต้อง...?

๓.การเดินวิชชา ๑๘ กายนั้นเราจะวัดผลของเราได้อย่างไรว่าเราเดินวิชชาได้ดี ได้ถูกต้อง และเกิดผลดีต่อตัวผู้เดินวิชชาเอง โดยเฉพาะวิทยากรมี ๒ แบบ คือ ท่านที่เห็นวิชชาแล้ว กับท่านที่ยังไม่เห็นวิชชา ทั้ง ๒ แบบนี้ จะวัดผลการเดินวิชชาของตนเองอย่างไร...?

๔.ถ้าเราไม่เดินวิชชา ๑๘ กายอันเป็นกิจวัตรประจำวัน หรือเดินวิชชาบ้างไม่เดินบ้าง จะมีผลอย่างไรต่อวิทยากรท่านนั้นๆ ...?

๕.ท่านที่อ้างว่าไม่มีเวลาเดินวิชชาเลย โดยเฉพาะวิทยากรใหม่ๆ เพราะต้องท่องเนื้อวิชชาเป็นชั่วโมงกว่าจะจบการเดินวิชชา แต่เวลามีจำกัดเกรงว่าจะไปทำงานไม่ทันบ้าง ง่วงนอนบ้าง การอ้างว่าต้องท่องวิชชานานเป็นชั่วโมง เพราะเป็นวิทยากรใหม่เวลาเดินวิชชาก็ท่องตามบทสอบวิทยากรซึ่งกินเวลานานเป็นชั่วโมงด้วย เช่นนี้จะทำอย่างไร

๖.บางท่านถามว่าเนื่องจากเวลามีน้อย การเดินวิชชา ๑๘ กายนั้น สามารถเดินวิชชาตอนลืมตาได้หรือไม่ เช่นขับรถไปทำงานก็เดินวิชชาไปด้วย หรือโหนรถเมลไปทำงานก็เดินวิชชาไปด้วย อย่างนี้ได้หรือไม่ และแตกต่างจากการนั่งหลับตาเดินวิชชา ๑๘ กายโดยปกติหรือไม่อย่างไร

๗.ที่ว่าวิชชา ๑๘ กายเป็นวิชชาพื้นฐานนั้น คำว่าพื้นฐานถือว่าสำคัญ เพราะพื้นฐานไม่ดีก็ไม่สามารถต่อยอดอะไรได้ ดังนั้นที่ว่าวิชชา ๑๘ กายจะเรียนรู้ให้แจ่มแจ้ง ใช้เวลา ๑๐ ปีก็ยังไม่หมด หมายความว่าอย่างไร ช่วยขยายความให้ชัดเจนได้หรือไม่

ทั้ง ๗ ข้อนี้ ไม่ทราบว่าวิทยากรท่านใดจะช่วยตอบได้บ้าง วิทยากรที่รออ่านคงมีไม่ใช่น้อยรวมทั้งบุคคลทั่วไปด้วย ดังนั้นก็ขอเรียนเชิญวิทยากรรุ่นพี่อย่างเช่น ท่านพี่ instructor ช่วยอธิบายให้เกิดความรู้และความเข้าใจแก่ผู้สนใจด้วยเถิดครับ

ตอบโดย : instructor
กราบเรียนผู้สนใจใฝ่รู้ ผู้เรียนวิชาธรรมกายทุกท่าน

ผู้เขียนขออนุญาตเรียนตอบคำถามที่คุณ Samatha ได้ตั้งเป็นกระทู้เอาไว้
ด้วยหวังว่า ความรู้และประสพการณ์เท่าที่ผู้เขียนพอจะมีอยู่บ้าง เมื่อนำมาเขียนตอบคำถามนั้น
อาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่มาก ก็น้อย
แต่หากการตอบนั้นเกิดข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใด
ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้โปรดแนะนำแก้ไขผู้เขียนด้วย
จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

1.ทำไมต้องเดินวิชา 18 กายทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
มีเหตุผลอะไร เพื่ออะไร
ตอบว่า การเดินวิชา 18 กายที่ว่านั้น คือการเดินวิชาโดยอนุโลม และ ปฏิโลม
อนุโลม คือ การเดินวิชาจากกายหยาบ ไปหากายละเอียด
ปฏิโลม คือ การเดินวิชาจากกายละเอียด ไปหากายหยาบ
เราเดินวิชาอนุโลม จากกายมนุษย์หยาบไปจนถึงกายธรรมอรหัตต์ละเอียด นับเป็นหนึ่งเที่ยว
ต่อมา เราเดินวิชาฏิโลม จากกายธรรมอรหัตต์ละเอียดไปจนถึงกายมนุษ์หยาบ นับเป็นอีกหนึ่งเที่ยว
เดินวิชาไป-กลับ เช่นนี้ ให้ได้หลาย ๆ เที่ยว
3 เที่ยวบ้าง 5 เที่ยวบ้าง 7 เที่ยวบ้าง แล้วแต่เวลาจะเอื้ออำนวย
การเดินวิชาอย่างนี้ จะทำให้ดวงเครื่องของเราหมุนขวา (ตามเข็มนาฬิกา)
ยิ่งทำ กายยิ่งขาวใส
ยิ่งทำ ดวงธรรมยิ่งขาวใส
ยิ่งทำ ใจของเราจะยิ่งหยุด-นิ่ง-แน่น ได้ดีขึ้น
ส่งผลให้อารมณ์ของเราดี นำพาให้อะไร ๆ ก็ดีตามไปด้วยทั้งหมด
เพราะเมื่อเราเข้าถึงกายละเอียดได้ กายละเอียดก็จะสะอาด
เพราะใจของกายมนุษย์มีกำลังมาก มีฤทธิ์มาก
สามารถดับอวิชชา หรือ ดวงเครื่องหมุนซ้ายที่มารทำเอาไว้กับกายละเอียด
นอกจากนี้
กายละเอียดซึ่งมีความรู้สูง ก็จะช่วยทำให้กายหยาบใสขึ้น สะอาดขึ้น มีกำลังขึ้น
ต่างช่วยกันและกันอย่างนี้ กายหยาบ-กายละเอียด นี้น่ะ
แต่จะเป็นไปอย่างนี้ได้ ต้องเดินวิชาอนุโลม-ปฏิโลม
ความรู้อย่างนี้ ต้องกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นพันครั้ง
ใครจะเอาความรู้สำคัญมาสอนเราได้อย่างนี้ เราพบว่าไม่มี
จะมีก็แต่หลวงพ่อ ฯ เท่านั้น ที่ทำได้
เราจึงกราบหลวงพ่อ ฯ กราบแล้วก็กราบอีก ด้วยระลึกถึงความสำคัญในวิชาที่หลวงพ่อ ฯ สอน

ต่อไป
การที่แนะนำให้เดินวิชาอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน
คือก่อนนอน และ หลังตื่นนอนนั้น มีเหตุผลอยู่
ความจริงแล้ว การเดินวิชานั้น ยิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งดี
แต่เนื่องจากเราต้องทำหน้าที่หลายอย่างเพื่อดำรงชีวิต
เราจึงไม่สามารถเดินวิชาได้ตลอดวัน
คุณลุงศึกษา ฯ การุณย์ จึงได้กรุณาแนะนำว่า
ก่อนนอน ก็ขอให้เดินวิชาสิบแปดกายโดยอนุโลม-ปฏิโลม สักครั้งหนึ่ง จะได้กี่เที่ยวก็ตาม ทำไปเถิด
เมื่อตื่นนอนมาแล้ว ก่อนที่จะไปทำงาน ก็เดินวิชาสิบแปดกายโดยอนุโลม-ปฏิโลม อีกครั้งหนึ่ง จะได้กี่เที่ยวก็ตาม ทำไปเถิด
ทำอย่างนี้ทุกวัน
เหตุผลที่แนะนำอย่างนี้ก็คือว่า
เมื่อเราตื่นนอนแล้ว
ใจของเรายังไม่ได้รับเหตุการณ์และอารมณ์ภายนอกเข้ามา เราจึงสามารถทำใจหยุด-นิ่ง-แน่น ได้ง่าย
สำหรับผู้ที่ยังไม่เห็นวิชา หากท่านเดินวิชาหลังตื่นนอนได้ ท่านจะสามารถทำใจหยุดนิ่งจนสามารถเห็นวิชาได้ง่าย
เราเดินวิชาหลังตื่นนอนเช่นนี้ เป็นการเตรียมใจเพื่อไปพบกับภาระทางโลก
หากเราไม่ทำเช่นนี้ เวลาเราพบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
ก็อาจทำให้สภาพใจของเราเสียไปได้ ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ฯลฯ นั้น
เมื่อสภาพใจของเราเสีย ความหยุด-นิ่ง-แน่นของใจเราก็เสียตามไปด้วย
เพราะอวิชชา คือ ความโลภ โกรธ หลง ฯลฯ นั้น เป็นวิชาของธรรมภาคมาร
มารยัดเยียดสิ่งเหล่านี้เข้าสู่ใจของเรา ด้วยดวงเครื่องกลม ใส แต่ดำสนิท
มีลักษณะหมุนซ้าย ทวนเข็มนาฬิกา
มีอานุภาพมาก
วิชาของเราที่หมุนขวาก็จะเสียไปด้วย

เหตุนี้ ก่อนนอน เราจึงต้องเดินวิชาโดยอนุโลม-ปฏิโลม อีกครั้งหนึ่ง จะกี่เที่ยวก็ตาม
เพื่อชำระอวิชชาที่เกาะกินใจของเรามาตลอดทั้งวันให้หมดไป
เพราะการเดินวิชาของเรา จะทำให้ดวงธรรมของเราหมุนขวาเร็วขึ้น
มีอานุภาพกำจัดดวงเครื่องของมารที่หมุนซ้าย(ดวงบาป)นั้นได้
หรือไม่ถึงขนาดกำจัดให้หมดไปได้ แค่ทำให้เบาบางลงไป เท่านั้นก็ยังดี
เพราะถ้าเราปล่อยเอาไว้ให้ใจของเราหมักดองอวิชชา หรือ ดวงบาปของมารเข้า
เวลาเราหลับภาระทั้งหลายจะไปตกอยู่กับกายละเอียดทั้งหมด
เพราะกายมนุษย์เมื่อหลับแล้ว ก็ไม่รับรู้อะไร เสมือนตายไปแล้วชั่วคราว
มีก็แต่กายละเอียดเท่านั้น ที่ต้องทำการต่อสู้กับอวิชชาที่ยังไม่ถูกกำจัดเหล่านั้น
แล้วกายละเอียดทั้งหมดก็พ่ายแพ้ มารเข้ายึดปกครองทั้งหมด
หากปล่อยทิ้งไว้นานวัน ไม่ยอมเดินวิชาอีก
อวิชชาที่สะสม หมักดองอยู่ในใจของเราก็งอกงาม เติบโตขึ้น ลึกซึ้งขึ้น
ส่งผลให้เกิดผลเสียกับเราในทุก ๆ ด้าน
ดังนั้น ก่อนนอน และ หลังตื่นนอน เราจึงควรเดินวิชาให้ขาวใสเข้าไว้ ดังนี้

คำถามของคุณ Samatha มีแค่ 7 ข้อ
แต่การอธิบาย ต้องใช้เวลาพอสมควร
จึงต้องขออนุญาต อธิบายทีละข้อ

2.ที่ว่าเดินวิชชา ๑๘ กายทุกวันนั้น มีขั้นตอนการเดินวิชชาอย่างไร จึงจะถือว่าเดินวิชชา ๑๘ กายได้ถูกต้อง...?
ตอบว่า
สำหรับท่านที่เห็นวิชาโล่งโปร่งเตียนแล้ว
ก็ขอให้ท่านสอดใจเข้าสู่ปากช่องจมูกของกายธรรมที่เห็นนั้น ลงไปสู่ศูนย์ของกายธรรม
ไม่จำเป็นต้องเริ่มเดินใจ 7 ฐานของกายมนุษย์หยาบใหม่ แต่ถ้าหากท่านมีความประสงค์จะทำเช่นนั้น ก็สามารถทำได้
หากกายธรรมนั้นเป็นกายธรรมอรหัตต์แล้ว เราก็จะหมายเอากายนี้เริ่มเดินวิชาสิบแปดกาย
แต่หากยังไม่ใช่ ก็เดินวิชาให้ถึงกายธรรมอรหัตต์ให้ได้ เพื่อจะได้เริ่มเดินวิชา
จากนั้น เมื่อเข้าสู่ศูนย์ของกายธรรมอรหัตต์ได้แล้ว
ก็อธิษฐานให้กายธรรมต่อรู้ ต่อญาณ ให้เห็นดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบ
แล้วเราก็เข้าสู่กลางของดวงธรรมกายมนุษย์ ลำดับดวงธรรมหกดวง แล้วเข้าสู่กายฝัน
แล้วสอดใจผ่านปากช่องจมูกกายฝันเข้าไปสู่ศูนย์ของกายฝัน ลำดับดวงธรรมหกดวง แล้วเข้าสู่กายทิพย์หยาบ
.............
ทำอย่างนี้ จากกายโลกีย์ไปจนถึงกายธรรมอรหัตต์ละเอียด
เป็นขั้นตอนการเดินวิชาโดยอนุโลม
นี่ นับเป็นหนึ่งเที่ยว
............
เมื่อถึงกายธรรมอรหัตต์ละเอียดแล้ว
ก็ลำดับดวงธรรมถอยหลัง กลับมาที่กายธรรมอรหัตต์หยาบ....อนาคามีละเอียด....อนาคามีหยาบ.....
ไปจนถึงดวงธรรมกายมนุษย์หยาบ
เป็นขั้นตอนการเดินวิชาโดยปฏิโลม
นี่ ก็นับเป็นอีกหนึ่งเที่ยว
............
ให้เดินวิชาโดยอนุโลม-ปฏิโลม อย่างนี้หลาย ๆ เที่ยว
เมื่อต้องการจะจบการเดินวิชา ก็ให้จบที่กายธรรมอรหัตต์ละเอียด เสมอ
เพราะกายธรรมอรหัตต์มีความละเอียด มีความบริสุทธิ์ มีความรู้สูง จะได้ช่วยดูแลเราได้
ที่ว่าให้ทำหลาย ๆ เที่ยวนั้น ก็ได้แก่
ทำจนกระทั่ง กายและดวงธรรมของกาย ขาวใสแจ่ม สว่างโชติ
ทำจนกระทั่ง อารมณ์ของเราเป็นหนึ่ง คือ อารมณ์แห่งความหยุดนิ่ง
หากท่านปรารถนาจะเข้านิพพาน ถ้ามีเวลา ท่านก็ทำไป
หากเวลาไม่พอ ท่านก็พอใจอยู่กับกายธรรมอรหัตต์ละเอียดนั้น
แล้วรักษากายธรรมให้ขาวใส แจ่มจรัส โดยส่งใจของท่านนิ่งไปที่กลางของดวงธรรมกายธรรมอรหัตต์นั้น กำกับใจไว้ไม่ให้เผลอทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน
สำหรับท่านที่เห็นวิชาแล้ว แต่กายธรรมของท่านนั้นเลือนไป ไม่ชัดเจน สภาวะใจไม่หยุดนิ่งดีพอ
ก็ขอให้ท่าน เดินใจของกายมนุษย์หยาบให้ครบ 7 ฐานใหม่
ทำจนกระทั่งเกิดดวงปฐมมรรคอีกครั้ง (ไม่ใช่แค่ดวงนิมิต)
แล้วเดินวิชา 4 กายธรรม เข้าสู่กายธรรมอรหัตต์
แล้วก็เริ่มเดินวิชา 18 กาย
สำหรับท่านที่ยังไม่เห็นวิชา
ก็ขอให้ท่าน ท่องวิชาเดินใจ 7 ฐาน แล้วเดินวิชา 4 กายธรรมจนถึงกายธรรมอรหัตต์
แล้วจึงเริ่มเดินวิชา 18 กาย ดังขั้นตอนข้างต้น
ทำอย่างเดียวกับคนที่เห็นวิชาแล้ว คือ ท่องวิชาไปให้ได้โดยตลอด
แม้ไม่เห็นวิชา ก็ขอให้ท่านท่องวิชาไม่เลิก
เพราะเมื่อขณะท่านลำดับดวงธรรม ดวงธรรมก็ผุดขึ้นตามที่ท่านท่อง
เพราะเมื่อขณะท่านลำดับกาย กายต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นตามที่ท่านท่อง
วิชานั้นเดินไปตามที่ท่องอย่างแน่นอน อย่าลังเลสงสัย
วันหนึ่ง ผลแห่งความวิริยะอุตสาหะของท่านจะปรากฏชัดแจ้งแก่ใจของท่านอย่างแน่นอน
หลักสำคัญของการเดินวิชาสิบแปดกาย ก็คือ
ต้องมาจบการเดินวิชาที่กายธรรมอรหัตต์ละเอียด เสมอ
หากท่านไม่สามารถเดินวิชาไปจนถึงกายธรรมอรหัตต์ละเอียดได้ ก็แปลว่าแพ้ทางมาร
เขาขัดขวางเราสำเร็จ แปลว่ากายละเอียดที่เราเคยเข้าถึง บัดนี้เราเข้าไม่ถึง กายนั้นก็เข้าข่ายถูกมารดับไป
เราต้องแก้ไข ด้วยการเดินวิชาให้เข้าถึงกายนั้นอีกให้ได้ เพื่อฟื้นกายนั้นขึ้นมาใหม่ ให้มีกำลังขึ้น
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายอันไม่พึงประสงค์ ท่านต้องเดินวิชามาจบที่กายธรรมอรหัตต์ละเอียดนี้ ให้ได้
หลักสำคัญอีกประการก็คือ
เมื่อจะเข้าสู่กายละเอียดแต่ละกาย
เราซึ่งเป็นกายมนุษย์ เมื่อส่งใจจนถึงฐานที่สามของกายละเอียดนั้นแล้ว
เราควรจะนึกเหลือบตาของเรากลับขึ้นทุกครั้ง แล้วจึงจะมองผ่านปากช่องลำคอลงไปในกายละเอียดนั้น
ทำอย่างนี้ได้ เราจะตกศูนย์ไปพร้อมกับกายละเอียดนั้น (คือ เข้ากลางของกลาง)
ใจของเราจะซ้อนเข้ากับกายละเอียดนั้น เราจึงจะเห็นกายละเอียดนั้นโตเต็มส่วน
หากเราไม่ทำ คือไม่นึกเหลือบตาของเรากลับเข้าไป เราจะไม่ตกศูนย์พร้อมกับกายละเอียดนั้น
แล้วเราก็จะไปต่อไม่ได้
เพราะถ้าจะไปต่อ เราต้องเข้า "กลางของกลาง" เรื่อยไป
เมื่อเราไม่ตกศูนย์เข้ากายละเอียดกายนี้ เราก็หา "กลาง" ของกายละเอียดนี้ไม่เจอ
เราก็เลยไม่รู้จะไปต่อได้อย่างไร
แต่บางครั้งเราก็พลาด คือเมื่อเราเข้ากลางไปไม่ได้ แต่เราก็ยังเห็นอะไรต่ออะไรเหมือนกับว่าเห็นวิชา
แต่การเห็นนั้นมันผิดมันเพี้ยนไป เช่น เห็นกายธรรมผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย เป็นแบบ Top View อย่างที่วัดแห่งหนึ่งพยายามจะทำแบบ Animation ให้ดูในรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม
ซึ่งการเห็นอย่างนั้นมันผิดไปจากความเป็นจริง
คือการเห็นวิชานั้น เป็นการเห็นรอบด้าน แม้กายจะผุดขึ้นมา แต่ก็เป็นการผุดที่ไม่ใช่การเห็นแต่ทางด้านบนเท่านั้น
การเห็นโดยแบบอย่างของวัดดังกล่าวจึงเป็นความผิดเพี้ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เราจะเห็นอย่างนี้ได้ทันทีที่เราเผลอวางใจไม่ถูกส่วน ไม่เอาใจเข้ากลางของกลางที่ถูกต้อง มัวแต่เอาใจเผินลอยไม่มีหลัก มารจึงเข้ากำกับ ฉายหนังให้ดู โดยเฉพาะหนังที่เป็นแบบในโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนั้น
อย่าลืมเด็ดขาด ว่ามารนั้นจ้องเราอยู่ตลอดเวลา
พระอยู่ที่หน มารก็อยู่ที่นั้น จงจำเอาไว้ให้มั่น
หลักสำคัญอีกประการ ที่ไม่ควรมองข้าม
คือ เมื่อก่อนจะเริ่มเดินวิชานั้น
ขอให้ท่านได้อุจจโยโทษ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียก่อนทุกครั้ง
จากนั้น จึงทำการอาราธนาพระบรมศาสดาและจักพรรดิ์ กายสิทธิ์ ของธรรมภาคขาวทั้งปวงให้มาชูช่วยเรา
วิธีการทั้งหลายนี้ อยู่ในความรู้ของการสอบวิปัสสนาจารย์ทั้งหมดแล้ว จงทบทวนให้ดี
หากทำได้ ท่านจะพบว่ามีส่วนอุปการะต่อการเดินวิชาของท่านเป็นอย่างมาก
หลักสำคัญอีกประการ ที่จำเป็นต้องตระหนักในการเดินวิชา ก็คือ
การท่องวิชานั้น เราต้องท่องให้เพลินอย่าให้เครียด
หากเราท่องวิชาได้เพลิน ใจของเราจะยิ่งหยุด
เมื่อใจเรายิ่งหยุด เราก็รู้สึกเพลินไปกับการท่องวิชานั้น เราจะไม่รู้สึกเป็นภาระในการท่องเลย
หากท่องแล้วไม่เพลิน เกิดความหงุดหงิดใจ เกิดความเครียดขึ้น
ก็ให้ประกอบเหตุ สังเกตผล ว่าบัดนี้ เราวางใจของเราเกินความพอดีไปเสียแล้ว
หากความเครียดเกิดจากความตึงเครียดทางร่างกาย ก็ให้แก้ไขความตึงเครียดนั้นเสีย
หากความเครียดเกิดจากภาระทางใจ ก็ให้แก้ไขด้วยกุศโลบาย จนคลายความกังวลในภาระนั้นเสีย
แล้วจึงค่อย ๆ ท่องวิชาไปอย่างช้า ๆลำดับวิชาอย่างใจเย็น ๆอย่ารีบร้อน
ในไม่ช้า ใจของเราจะค่อย ๆ ถูกปรับให้เข้าสู่สภาวะหยุดนิ่งมากขึ้น
ความเพลินในการท่องวิชาจะเกิดตามมา
อย่าหยุดเดินวิชากลางคัน เมื่อเดินวิชาแล้ว ต้องเดินให้จบ
เป็นที่ถกกันพอสมควร สำหรับผู้ที่เห็นวิชาแล้ว ว่า
วิชาของเรานั้นเกิดขึ้นเร็ว เช่น การนึกลำดับดวงธรรม 6 ดวงนั้น แค่จี้ใจลงไปที่กลางดวงธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว ดวงธรรมที่เหลือก็ผุดขึ้นมาทันที จนเข้าสู่อีกกายหนึ่งอย่างรวดเร็ว มันเกิดขึ้นเร็วจนกระทั่งไม่สามารถท่องลำดับดวงธรรมทั้ง 6 ได้
อย่างนี้ จะทำอย่างไร
กรณีนี้ ขออนุญาตเรียนท่านว่า
ใจของท่านอยู่ในสภาพหยุด-นิ่ง-แน่น ดีพอสมควรแล้ว วิชาเป็นขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว วิชาจึงไปได้เร็ว
อย่างนี้ ก็ขอเพียงให้ท่าน พยายามกำหนดใจ ควบคุมวิชาที่เกิดขึ้น ให้เป็นไปตามหลักวิชา
วิชาเกิดขึ้นเร็วเท่าใด ใจของท่านก็ต้องลำดับวิชาไปให้เร็วเท่านั้น
เช่น เมื่อท่านกำหนดใจว่า จะเดินวิชาโดยอนุโลม เมื่อลำดับดวงธรรมอย่างเร็วไปแล้ว ที่สุดก็ต้องเข้าถึงกายที่ละเอียดกว่า
แต่ถ้าปรากฏว่า เมื่อลำดับดวงธรรมอย่างรวดเร็วเสร็จแล้ว เรากลับเข้าถึงกายที่หยาบกว่า
อย่างนี้ วิชาไม่เป็นไปตามการสั่งวิชาของเรา
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ถ้ากายและดวงเกิดการผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย เป็นไปโดยเราควบคุมไม่ได้ สั่งใจในวิชาไม่ได้
กรณีทั้งสองอย่างนี้ ต้องขอเรียนว่า
เกิดความบกพร่องในการเดินวิชาของท่านขึ้นแล้ว
หากเป็นอย่างนี้ ก็ขอให้ตั้งสติให้ดี หยุดการลำดับวิชาในขณะนั้นเสียก่อน
ตกลงกับตัวเองให้ได้เสียก่อน ว่าจะเดินวิชาอย่างไร แล้วก็จรดใจในวิชาใหม่
แต่ถ้าการลำดับวิชาที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนั้น เราสามารถส่งใจตามไปได้โดยตลอด และการเดินวิชานั้นเป็นไปโดยการสั่งวิชาของเรา
อย่างนั้น ก็ขออนุโมทนากับท่านด้วย ที่สามารถเดินวิชาได้อย่างคล่องแคล่ว
ก็ขอให้ท่านหมั่นเพียรทำให้ชำนาญ ทั้งในอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน
ให้ชำนาญให้มาก ให้เป็นวสี

กราบเรียนท่านวิปัสสนาจารย์ทั้งหลาย
หลักต่าง ๆ ที่ได้นำมาเรียนท่านนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
และถูกนำมาขยายความโดยคุณลุงศึกษา ฯ การุณย์ ทั้งสิ้น
ผู้เขียนจึงใคร่ขอให้ท่านประกอบเหตุ สังเกตผล อดทน เพียรทำเอาเถิด
ผลประเสริฐจะบังเกิดแก่ท่านอย่างแน่นอน

ขออภัยที่เขียนตอบเนิ่นช้าไป
เหตุเพราะต้องประกอบสัมมาอาชีพ เพื่อยังชีพในชีวิตประจำวัน
พูดใหม่ ก็เพือบำรุงขันธ์ห้านี้ นี่เอง

ก่อนที่จะไปข้อที่สามนั้น
บังเอิญกล่าวมาถึงขันธ์ห้าโดยบังเอิญ
เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านวิปัสสนาจารย์ จึงใคร่ขอเลี้ยวมาคุยเรื่องขันธ์ห้านี้สักครู่
เอาสั้น ๆ ให้ได้ใจความ

ขันธ์ห้า หรือ เบญขันธ์ นั้นได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมห้าอย่าง
ในวิชาธรรมกายนั้น ท่านเทียบขันธ์ห้าได้เป็นคู่ต่าง ๆ ได้ัดังนี้
รูป = กาย
เวทนา = ความเห็น
สัญญา = ความจำ
สังขาร = ความคิด
วิญญาณ = ความรู้

แต่ " เห็น - จำ - คิด - รู้ " นั้น คือ "ใจ"
ดังนั้น ขันธ์ห้า ที่เป็น (รูป) + (เวทนา+สัญญา+ สังขาร+วิญญาณ)
จึงสามารถเขียนใหม่ได้เป็นว่า (กาย)+(เห็น+จำ+คิด+รู้)
มีค่าเท่ากับ (กา่ย)+(ใจ) นั่นเอง

หมายความว่า ขันธ์ห้า ก็คือ กาย + ใจ
ในกายมนุษย์หยาบ ขันธ์ห้า ก็คือ กายมนุษย์หยาบ + ใจ (ซึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย)
ในกายมนุษย์ละเอียด ขันธ์ห้า ก็คือ กายมนุษย์ละเอียด + ใจ (อยูที่ศูนย์กลางกาย)
.........
ไปจนถึง ขันธ์ห้า ของกายอรูปพรหมละเอียด

จนเมื่อถึงกายธรรม
ซึ่งกายธรรมนั้น ก็มี กาย + ใจ เหมือนกับกายโลกีย์ (มนุษย์หยาบ --> อรูปพรหมละเอียด)
เราไม่เรียก (กาย+ใจ) ของกายธรรมนี้ว่าขันธ์ห้า
แต่เราเรียกว่า "ธรรมขันธ์"

นี่คือเรื่องราวในพระศาสนาที่วิชาธรรมกายสามารถอธิบายได้
เมื่อเราเข้าใจได้ดังนี้แล้ว
เราก็ไม่ต้องขวนขวาย เที่ยวไปทำพิธีรับขันธ์อย่างที่เขานิยมทำกัน
เช่น เอาขัน หรือ พานต่าง ๆ มาทำพิธีที่เกี่ยวกับขันธ์ห้า ด้วยเจ้าลัทธิอ้างว่า ขันธ์ของเรายังไม่ครบ อย่างนี้ก็มีปรากฏอยู่มาก

ก็ขันธ์ห้าของเรานั้นมีอยู่แล้ว
ขันธ์ห้าของเราเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เพราะอยู่ในกฏของไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น คงอยู่ และดับไป
เท่านี้ ก็ทุกข์หนักอยู่แล้ว เพราะการครองขันธ์ห้านี้ ไม่เป็นไปตามบังคับบัญชาของเราเลย
เราอยากจะสั่งให้ขันธ์ห้าของเราไม่แก่ มันก็ไม่เชื่อฟัง มันกลับแก่ลงเรื่อย ๆ
ครั้นเราจะสั่งว่า ขันธ์ห้าเจ้าจงอย่าเจ็บ มันฟังเราไหม เราก็เจ็บแล้วเจ็บอีก ปางตายก็หลายครั้ง
เราจะเห็นได้ว่า ขันธ์ห้านี้เหมือนไม่ใช่ของเราเลย เราปกครองมันแทบจะไม่ได้เลย
ต่างกับธรรมขันธ์ ที่เที่ยงแท้ แน่นอน ยั่งยืน

ความรู้เรื่อง "เบญจขันธ์" และ "ธรรมขันธ์" จึงทำให้เราเกิดปัญญา
เบื้องต้น ทำให้เราไม่ยึดมั่น ถือมั่น กับขันธ์ห้าที่ไม่อยู่ในบังคับ บัญชาของเรา
แต่เราควรเข้าไปให้ถึงขันธ์ที่เป็นที่พึ่งแก่เราได้ อันได้แก่ธรรมขันธ์นั้น

หนักเข้า เราก็เรียนรู้ต่อไปว่า
ขันธ์ห้านี้ปกครองยาก เราอยากปกครองไม่ให้มัน แก่-เจ็บ-ตาย แต่เราก็ทำได้ยาก
แปลว่า ขันธ์ห้านี้ นอกจากเราแล้ว ก็ยังมีผู้ปกครองอยู่
เป็นผู้ปกครองลับ ๆ
ที่ว่าลับ ก็คือ ไม่มีใครรู้เลย ทั่วหมื่น แสน โกฎิจักรวาล ไม่มีใครรู้เลย
และเพราะปกครองได้ลับอย่างนี้ มันจึงละเอียด ลึกซึ้งมาก ไม่มีหนทางแก้

ต่อเมื่อมีผู้มารู้เห็นการปกครองนั้นเข้า ก็คือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ฯ
ท่านเห็นวิชาทีเดียว คือ เห็นสิ่งที่ผู้ปกครองลับ ๆ นั้นทำกับสัตว์โลก
ก็ที่ได้ตั้งวัยหรืออายุของเราให้แก่ ยับเยิน ลงไปทุกวินาที ทุกอนุวินาทีนั้น ไม่ใช่ใคร
คือ "มาร" นั่นเอง ที่เอาดวง "ทุกข์" และ "สมุทัย" เข้ามาปกครอง
เป็นวิชาที่มารทำเอาไว้ละเอียดลึกซึ้ง
วิชาของมารศักดิ์สิทธิ์ และแน่นอนขนาดไหน ท่านลองสังเกตดู
ว่ามีสิ่งมีชีวิตในโลก ชีวิตไหนที่เกิดมาแล้วไม่ตาย
ไม่มีเลย ทุกชีวิตเกิดมาล้วนตายหมดทั้งสิ้น

ดังนั้น กฏของไตรลักษณ์นั้น เป็นไปตามที่มีผู้ปกครองลับ ๆ เขากำกับอยู่
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจึงต้องปราบมาร เพื่อดับผู้ปกครองทั้งหลายเหล่านั้น
เพื่อให้สัตว์โลกทั้งมวลพ้นปกครองจากผู้ปกครองนั้นให้ได้

แต่ว่า เรานั้นกลับไม่รู้เรื่องราวสำคัญเช่นนี้
แม้เข้ามาเรียนวิชาธรรมกาย แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้
พอพบเห็นอะไรในทางวิชาเข้าก็ตื่นเต้น ดีใจ จนลืมสาระสำคัญ
ลืมมโนปณิธานที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านวางเอาไว้ ว่าจะไถ่ถอนสัตว์โลกให้เป็นไท
เรากลับหลงไหลได้ปลื้ม ไปกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่มารเขาโยนเข้ามาให้
ท่านลองสังเกตเอาเถิด ที่ใดก็ตาม ที่มีการก่อสร้างถาวรวัตถุอยู่ทั้งปี ทั้งชาติ
ที่ใดก็ตาม ที่มีการบูชา สมณศักดิ์ พัดยศ
ที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้ หรือ ชาติไหน ๆ ท่านไม่มีทางจะได้เห็นการปราบ หรือ การดับมารเขาได้เลย
ท่านโดนเขาดับเสียตั้งแต่ต้นแล้ว ช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
อีกทางหนึ่ง
เราก็มัวแต่หลงไหลได้ปลื้ม กับการรู้เห็นในทางวิชา ที่ได้ท่องเที่ยวซุกซนด้วยความคึกคะนอง นำวิชาไปใช้อย่างโลดโผน
แล้วก็มาดีใจจนเนื้อเต้น อวดอ้างว่าเราเก่งกล้าสามารถ ทำในสิ่งที่เหนือมนุษย์ได้
ที่แท้ เป็นแค่ชั้นเชิงที่มารเขาแค่ปล่อยให้เราเพลิดเพลินกับรู้ญาณง่าย ๆ แล้วเราก็งับเหยื่อนั้นเข้าเต็มเปา
เพราะเราไม่หมั่นตรวจสอบวิชา ไม่หมั่นสอน ไม่หมั่นเรียน เราจึงพ่ายแพ้แก่มารอย่างง่ายดายปานนั้น
มารไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ไม่เปลืองแรงอะไรเลย แต่เราก็เสียท่าเขาไปอย่างนั้น
ช่างน่าละอายยิ่งนัก

แต่แรก ตั้งใจว่าจะเรียนท่านให้ทราบเรื่องของขันธ์ห้า
แต่พาลยาวไปถึงเรื่องการปกครองของมารเข้า
แม้สิ่งเหล่านี้ไม่ตรงกับคำถามของคุณ Samatha แต่ก็หวังว่าจะเกิดประโยชน์กับท่านวิปัสสนาจารย์ทั้งหลาย ไม่มากก็น้อย

ขอให้ท่านวิทยากรทุกท่านจงดำรงตนให้ถึงพร้อม ถึงความไม่ประมาทด้วยเถิด
ขอให้ท่านมีสติระลึกรู้เท่าทันเหลี่ยมของมารที่พยายามจะเข้ามาปกครอง
หากเรารู้ไม่เท่าทันแล้ว เขาจะใช้เรานี่แหล่ะ ดับวิชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วยตัวของเราเอง

ขออนุญาตเรียนแก้ไข เพิ่มเติม กาารตอบปัญหาในข้อที่สองอีกครั้ง
ในเรื่องของการเดินวิชาของผู้ที่เห็นวิชาแล้ว

สำหรับผู้ที่เห็นวิชาแล้ว
เมื่อการเห็นวิชาเป็นไปในทางที่เกิดขึ้นเร็วจนลำดับวิชาไม่ทัน หรือ ไม่เป็นไปตามลำดับการวิชา คือ ควบคุมไม่ได้
อย่างนี้ เกิดจากใจของเราไม่หยุด-นิ่ง-แน่น คือ เสียความหยุดนิ่งไป
ใจของเราเสียความหยุดนิ่งไปเกิดจากอะไร ตอบว่า เกิดจากสภาพใจเผินลอย
แล้วสภาพใจที่เผินลอยนั้นเกิดจากอะไร ตอบว่า เกิดจากวิชาของมารที่เข้ามาสู่ใจ
ได้โปรดจำหลักเอาไว้ให้ดีว่า วิชาของธรรมภาคพระ คือการหมุนขวา เมื่อวิชาิเป็นขึ้นแล้ว สภาพใจของเราจะ หยุด นิ่ง แน่น คือ อารมณ์สงบ
แต่วิชาของธรรมภาคมาร คือ การหมุนซ้าย เมื่อเป็นขึ้นแล้ว สภาพใจของเราจะตรงกันข้ามกับวิชาของธรรมภาคพระ

เมื่อปรากฏว่า สิ่งที่เห็นในขณะเดินวิชาของเราอยู่เหนือการควบคุม การลำดับวิชาสับสน วุ่นวาย ไม่เป็นไปตามหลักวิชา เช่น เห็นดวงและกายผุดขึ้นมาเป็นสาย เป็นท่อ โดยที่เราไม่ได้สั่งวิชา แม้จะนึกสั่งใจลำดับวิชาไป ก็ไม่เป็นผล
นั่นหมายความว่า ใจของเราเผินไปแล้ว พรากออกจากศูนย์ไปแล้ว มารเขายิงวิชาเข้ามาแล้ว โดยเราไม่รู้ตัว

วิธีแก้ไข คือ การท่องวิชา
ให้เรานึกท่องลำดับวิชา อย่างช้า ๆ ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ลำดับวิชาไป
ใจของเราจะค่อย ๆ ถูกปรับให้หยุด ให้นิ่ง
ใจของเราจะค่อย ๆ เป็นไปตามการสั่งใจ ตามการสั่งวิชา ตามหลักวิชาที่เราท่อง
เพราะวิชาที่ท่อง นั้นก็คือวิชาของธรรมภาคพระ เมื่อเราทำใจตามที่ท่อง ใจของเราก็ถูกพระปกครอง เมื่อใจของเราหยุดนิ่งมากขึ้นดวงเครื่องของเราจะหมุนขวาทันที แก้ทางวิชาของมารที่พยายามจะหมุนเครื่องของเราให้หมุนซ้าย

เมื่อเราท่องวิชาไป จนสามารถควบคุมการลำดับวิชาได้แล้ว ไม่ว่าการลำดับวิชาของเราจะเร็วหรือช้าก็ตาม วิชาก็จะเดินไปตามหลักของธรรมภาคขาว ใจของเราจะสงบ หยุด นิ่ง แน่น เข้ากับกลางของกลาง ไม่มีเผิน ไม่มีพรากไปไหน มารก็หมดโอกาสปกครองเรา

สำคัญอย่างนี้หนา การท่องวิชาน่ะ
คุณลุงศึกษา ฯ การุณย์ จึงได้เคี่ยวเข็ญให้เราท่องและสอบวิชาสิบแปดกายกัน

เมื่อครั้งเราจะสอบ ฯ เราก็ไม่เข้าใจว่า จะท่องวิชาไปทำไมกัน ดูแล้วก็เหมือนสอบอาขยาน ดูท่าว่าไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไร ท่องไปก็ขัดใจอยู่
แต่บุญเก่าของเรายังดี เมื่อเราได้ท่องก็ท่องวิชาได้ ไปสอบได้จนผ่านหลักสูตร
ต่อเมื่อเวลาผ่านไป เราได้สร้างบารมีลงไปอย่างจริงจัง ได้เดินวิชาอย่างจริงจัง เราจึงได้ทราบว่ามันไม่ง่าย แม้เพียงการเดินวิชาสิบแปดกายที่เป็นกิจวัตรประจำวันเรายังถูกมารเข้าแทรกแซง เข้ากำกับ
หากปล่อยให้มารเข้าแซงวิชาของเราได้ การเห็นวิชาของเราจะไม่ใช่ของธรรมภาคพระอีกต่อไป เราจะเห็นอะไรต่อมิอะไรที่ผิดหลักวิชา เช่น เห็นเจ้าแม่ต่าง ๆ เจ้าพ่อต่าง ๆ มาเดินวิชา มาช่วยเราต่าง ๆ นานา แล้วก็เตลิดเปิดเปิงไป

สิ่งที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากมารได้ ก็มีสิ่งเดียว
คือ หลักวิชา
คือ หลักสูตรสิบแปดกาย ที่ท่านทั้งหลายได้ท่องกันอยู่นี้ นี่เอง

๓.การ เดินวิชชา ๑๘ กายนั้นเราจะวัดผลของเราได้อย่างไรว่าเราเดินวิชชาได้ดี ได้ถูกต้อง และเกิดผลดีต่อตัวผู้เดินวิชชาเอง โดยเฉพาะวิทยากรมี ๒ แบบ คือ ท่านที่เห็นวิชชาแล้ว กับท่านที่ยังไม่เห็นวิชชา ทั้ง ๒ แบบนี้จะวัดผลการเดินวิชชาของตนเองอย่างไร...?

ตอบว่า
หลักการวัดผลนั้นมีอยู่
ใช้ได้ทั้งผู้ที่เห็น และ ยังไม่เห็นวิชาอย่างโล่ง โปร่ง เตียน

ขอให้เราตกลงทำความเข้าใจในหลักของวิชา ในหลักของพระศาสนากันเสียก่อน แล้วจึงค่อยว่ากันต่อ
ว่า วิชาสำคัญในพระศาสนาคือ
1.สมถะ และ 2.วิปัสสนา
สมถะ คือ ความหยุด นิ่ง สงบ ระงับ ด้วย กาย วาจา ใจ
วิปัสสนา คือ ความเห็นแจ้งในวิชชา และ การดับอวิชชา
วิชาธรรมกาย เป็นวิชาสูงสุดในพระศาสนา
ดังนั้น เมื่อเดินวิชาแล้ว ผลที่ได้ย่อมเป็นไปตามหลักของ สมถะ และ วิปัสสนา

แล้วหลักของสมถะเป็นอย่างไร
เรามาดูกันก่อน
ว่า สมถะนั้นเป็นอย่างไร เรียนอย่างไร ผลที่ได้จากการเรียนสมถะเป็นอย่างไร มีใครนำความรู้ออกแสดงให้เราเรียนได้บ้าง
ตอบว่า ไม่มีเลย หาผู้ใดอธิบายให้เราเข้าใจไม่ได้เลย เห็นมีแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำเท่านั้น ที่ทำความกระจ่างให้เกิดขึ้นแก่เราได้
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านยกบาลีขึ้นนำ แล้วแปลตามไปทันที
ขอให้เราศึกษาสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ให้ดี หลวงพ่อท่านสอนเอาไว้ เป็นหลัก เป็นหัวใจ เป็นคำตอบต่อคำถามในข้อนี้

บาลี(เขียนเป็นคำอ่าน) คำแปล
ทะเว เม ภิกขะเว วิชชา ภาคิยา ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย วิชามี 2 อย่าง
กะตะ เม ทะเว 2 อย่าง อะไรบ้าง
สมโถ จะ วิปัสสนา จะ สมถะคือความสงบระงับ อย่างหนึ่ง วิปัสสนาคือความเห็นแจ้ง อย่างหนึ่ง
สมโถ ภาวิโต กิมมัตถะ มะนุโภติ สมถะคือความสงบระงับ เมื่อเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร
จิตตัง ภะวิยะติ ต้องการให้จิตเป็นขึ้น
จิตตัง ภาวิตัง กิมัตถะ มะนุโภติ จิตเมื่อเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร
โย ราโค โส ปะหียะติ ความกำหนัดยินดีอันใดในจิตใจ ความกำหนัดยินดีอันนั้น ย่อมหมดสิ้นไป
ด้วยอำนาจของสมถะคือความสงบระงับ

เอาเรื่องสมถะนี้ก่อน แปลกันแค่นี้ก่อน
เราจะพบว่า สมถะ เมื่อเป็นขึ้นแล้ว จิตจะเป็นขึ้น
ที่ว่าจิตเป็นขึ้นนั้น คือ การเห็นดวงปฐมมรรคนั่นเองเป็นเบื้องต้น สูงขึ้นไปกว่านั้น คือ หยุดนิ่งแน่นให้ถูกตัวสมถะขึ้นไปอีก ก็คือเข้าถึงกายในกายไปเป็นลำดับ จิตของเราจะยิ่งละเอียดมากขึ้น จิตของเรายิ่งเป็นมากขึ้น คือสูงขึ้น สว่างขึ้น เมื่อเข้าถึงกายที่ละเอียดมากขึ้น เช่น กายธรรม เป็นต้น
และเมื่อจิตเป็นขึ้นแล้ว สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ ความกำหนัดยินดีอันใดที่มีในจิตใจ ความกำหนัดยินดีนั้น จะหมดสิ้นไป ด้วยอำนาจของสมถะคือความหยุดนิ่งสงบระงับนั้น

ตรงนี้เอง คำถามที่ว่า "เราจะวัดผลการเดินวิชาของเราอย่างไร"

คำตอบจึงอยู่ที่ว่า ความกำหนัดยินดีใด ๆ ที่มีอยู่ในใจของเรา ย่อมทุเลาลง ย่อมเบาบางลง ย่อมลดลง ย่อมจางลง
พร้อมกันนั้น จะเกิดคุณธรรมที่สำคัญขึ้น คือ หิริ-โอตัปปะ ซึ่งก็คือ ความละอายบาป-ความสะดุ้งกลัวต่อบาป นั่นเอง

หากท่านใด ไม่ว่าจะเห็นวิชาได้โล่งโปร่งเตียนแล้ว หรือ ยังไม่เห็นหรือเห็นยังไม่โล่งโปร่งเตียน
เมื่อเรียนวิชาแล้วปฏิบัติถูกต้องร่องรอย ย่อมได้ผลตามที่หลักของพระศาสนากำหนด
คือ คลายความกำหนัดยินดีลง ในขณะเดียวกัน คุณธรรมก็จะสูงขึ้น
หากผิดไปจากหลักนี้ ย่อมได้ชื่อว่า เรียนไปแล้ว ไม่ได้ผล

อนึ่ง
ปัญหาที่ท่านวิปัสสนาจารย์มักพบบ่อยในการเดินวิชาก็คือ
วิชาขึ้น ๆ ลง ๆ
วิชาไม่แน่นอน
วันนี้เดินวิชาได้ดี วันต่อมาวิชาไม่ดี ไม่เป็นสรรพรส
ฯลฯ
อย่างนี้ เกิดความเข้าใจกันว่า วันไหนเดินวิชาไม่ค่อยดี วันนั้นเดินวิชาไม่ได้ผล
กรณีนี้ ขอเรียนให้ท่านทราบว่า ความเข้าใจอย่างนี้ยังไม่ถูกต้องนัก
ขออนุญาตเรียนท่านว่า ต้นเหตุที่ท่านเดินวิชาได้ผลไม่สม่ำเสมอ เป็นเพราะ มารนั้นมีอยู่
หน้าที่ของมารคือขัดขวาง และคอยปรับระดับบารมีของเขา(ภาษาวิชาคือ คำนวณบารมีของเขา) ให้สูงกว่าเราเสมอ
(มารเข้าประกบพระ โพธิสัตว์ผู้สร้างบารมีอยู่ตลอดเวลา มารมีหลักว่าต้องมีบารมีมากกว่าเราเสมอ เพราะในชาติสุดท้ายที่เราต้องไปทำหน้าที่ประกาศพระศาสนา มารจะเข้าขัดขวางอย่างเต็มที่ให้เกิดปัญหาในการโปรดสัตว์ และที่สำคัญ ความที่มีบารมีมากกว่านั้น มารจะสามารถบังคับให้เราต้องเข้านิพพานด้วยการถอดกาย ถ้าต้องเข้านิพพานด้วยการถอดกาย คือ ตาย ก็เท่ากับแพ้อย่างหมดรูป เพราะไม่มีกายหยาบไปต้านทานมาร เข้านิพพานไปก็โดนปกครองต่อไปอีก เป็นความเสียหายใหญ่)

แปลได้อย่างเดียวว่า พวกจ้องจะสกัดเราอย่างเดียว เมื่อเราจะเรียนได้ผล เมื่อเราจะก้าวหน้า พวกกีมีหน้าที่ขัดขวาง
เมื่อไรก็ตามที่วิชาเราดี ใจของเราสงบ เห็นวิชาโล่ง โปร่ง เตียน มารก็จ้องอยู่
หากปล่อยให้เราก้าวหน้าต่อไป เราก็จะมีบารมีเหนือเขา
เขาจึงต้องสกัดกั้นอย่างเต็มที่ อย่างฉกาจฉกรรจ์
เราจึงพบว่า วันต่อมา วิชาของเราที่ว่าดี วันนี้กลับฝืดไม่เป็นท่า แค่ว่า ยะมะหัง ฯ เราก็ยังว่าไม่จบเสียแล้ว
หากเรายอมแพ้ ด้วยการหยุดเดินวิชา ก็แปลว่า เขาขัดขวางสำเร็จ วิชาของเขาก้าวหน้ากว่าเรา เพราะเราไปต่อไม่ได้
เรื่องน่ากลัวก็คือว่า แม้เราจะพอใจที่จะยอมหยุดอยู่กับที่ คือ ไม่ไปต่อ ไม่เดินวิชาให้ก้าวหน้าต่อไป
พวกก็จะรุกคืบ เข้ามาดับวิชาของเราที่ยังเหลืออยู่จนหมด

อธิบายต่อไปให้เข้าใจว่า ที่ว่ามาดับวิชาของเรานั้น เรามีอะไรให้ดับหรือ
ตอบว่า วิชาของเรา คือ หยุด-นิ่ง-แน่น
มารมาดับวิชาของเรา ก็หมายความว่า มาดับ หยุด-นิ่ง-แน่น ของเรา ทำให้สภาพความหยุดนิ่งของเราเสีย
แต่ ความหยุด-นิ่ง-แน่น ของเรามีหลายระดับ เช่น การหยุดนิ่งที่กายธรรมอรหัตต์ ย่อมมีความหยุด-นิ่ง-แน่น กว่า การหยุดนิ่งที่กายธรรมอนาคามี ......เป็นอย่างนี้โดยลำดับไป
เมื่อมารมาดับวิชา คือมาดับความหยุด-นิ่ง-แน่น ของเราได้ ก็หมายความว่า มารสามารถดับกายของเราจากที่สุดละเอียด ไล่มาจนถึงกายหยาบได้ สุดท้าย แม้แต่ดวงปฐมมรรคก็ยังไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้
นี่ คือการดับวิชาของเรา จงพิจารณาเรื่องนี้ให้มาก

วิธีแก้ไข มีอยู่อย่างเดียว คือ เราต้องเอา หยุด-นิ่ง-แน่น เข้าสู้
นี่เป็นวิธีเดียว
ในเมื่อมารพยายามจะดับ หยุด-นิ่ง-แน่น ของเรา เราก็ต้องทำ หยุด-นิ่ง-แน่น ให้สำเร็จ
วันนี้เราเดินวิชาแล้วใจไม่หยุดนิ่งเท่าเมื่อวาน แต่เราก็ต้องพยายามหยุดนิ่งต่อไป เดินวิชาให้จบหลักสูตรให้ได้ แม้ว่าจะกระท่อนกระแท่นแค่ไหนก็ตาม
วันต่อมา เราก็พยายามต่อไปอีก เดินวิชาให้จบหลักสูตรในแต่ละวันให้ได้
ถ้าทำได้ เราก็สะสมความชนะ คือ ชนะการขัดขวางที่จะไม่ให้เราเดินวิชาจนจบ
เมื่อหลายครั้งเข้า เราจะพบว่า ความหยุดนิ่งของเราจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด เราก็ผ่านอุปสรรคมาได้ วิชาของเราดีขึ้น สว่างใสขึ้น นั่นคือผลแห่งความพยายามของเรา
แปลว่า เราชนะในขั้นตอนนี้
แปลว่า เรามีประสพการณ์ในการชนะอุปสรรค
ซึ่งอุปสรรคก็คือมาร เมื่อเราชนะอุปสรรค ก็คือ เราชนะมารในขั้นตอนนี้
บารมีแปลว่าประสพการณ์
เมื่อเรามีประสพการณ์ชนะเขาแล้ว แปลว่า ในขั้นตอนนี้ เรามีับารมีชนะเขาบ้างแล้ว

ให้สะสมประสพการณ์ คือ สะสมบารมีแห่งการชนะมารนี้เข้าไว้
เมื่อชาติสุดท้ายมาถึง เราจึงจะประกาศพระศาสนาได้อย่างไม่กลัวเขา เพราะเราทำความชนะมามากแล้วนั่นเอง
ถ้าเราสะสมความแพ้ เราก็จะแพ้เรื่อยไป

อย่างไรก็ตาม
เรื่องของอุปสรรคการเดินวิชานี้ ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว
แต่มันจะเกิดขึ้นแล้วก็เกิดขึ้นอีก ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ เพราะมารจะไปคิดวิชามารเอาชนะเรา มาดับเราอีกให้ได้
เรื่องนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายในการเดินวิชา
แต่ข้อควรคิดก็คือว่า เมื่อใดที่มีการขัดขวาง แปลว่าบารมีของเราก้าวหน้าขึ้น เพิ่มพูนขึ้น

หนทางแห่งการสร้างบารมีก็อย่างนี้ เหน็ดเหนื่อย ไม่สนุก น่าเบื่อ แต่ก็ได้บารมี
นี่คือหลักสูตรของการสร้างบารมี ไม่มีทางเลี่ยง
เหตุเพราะมารนั้นมีอยู่ หากดับมารได้เสียทั้งหมด โลกก็เป็นสุข นิพพานก็เป็นสุข

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อเป็นกำลังใจแก่ท่านว่า
แม้บางวันวิชาของท่านไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านเดินวิชาไม่ได้ผล
แต่ทุกครั้งที่ท่านเอาใจจรดในวิชา
ผล ก็คือ ประโยชน์คือบารมีนั้นเกิดขึ้นแก่ท่าน ทุกครั้งไป

๔.ถ้าเราไม่เดินวิชชา ๑๘ กายอันเป็นกิจวัตรประจำวัน หรือเดินวิชชาบ้างไม่เดินบ้าง จะมีผลอย่างไรต่อวิทยากรท่านนั้นๆ ...

ตอบว่า
หากท่านวิทยากรได้มีโอกาสอ่านทำความเข้าใจการตอบทั้ง 3 ข้อ มาแล้วข้างต้น
ท่านก็จะเข้าใจ และตอบคำถามข้อนี้ได้อย่างไม่ยาก

หากเราไม่เดินวิชาให้เป็นปกติ
วิชาของเราก็จะถูกดับ
ง่าย ๆ สั้น ๆ แต่ชัดเจน
ผลเสียก็คือ เราจะขาดประโยชน์ที่จะได้จากวิชาธรรมกายทุกประการ

หากโชคร้าย เราเกิดถูกมารปกครองเข้า ความเสียหายจะนับประมาณไม่ได้
เวลามารจะปกครองเรา เขาจะยิงเครื่อง คือ ดวงใส ดำสนิท เข้ามาที่ศูนย์ของเรา
แล้วไปบังคับ เห็น-จำ-คิด-รู้ ของเราให้พิรุธเหลวไหล ให้ทำชั่ว
เริ่มจากการทำชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน
ผลที่ได้ก็คือ เราได้ดวงบาปมาติดประจำเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายเป็นรางวัล
ต่อเมื่อสะสมความชั่วอันเล็กน้อยนั้นเอาไว้ได้ ก็เกิดความเคยชิน สามารถทำชั่ว หรือก่อบาปที่หนักขึ้นได้อย่างไม่ยาก

นั่น แปลว่า ดวงบาปนั้นขยายผลแล้ว เราถูกปกครองโดยธรรมภาคมารแล้ว
ครั้นเราจะต่อต้าน จะต้านทาน เราก็ไม่มีกำลัง
เพราะเราไม่เรียนธรรมภาคพระ ไม่เรียนธรรมภาคขาวให้เป็นปกติ ใจของเราจึงไม่มีกำลังที่จะไปต้านทานมารได้
เช่นนี้ มารนึกจะเข้าดลใจให้ทำชั่วเมื่อใด เราก็จะทำตามการบังคับบัญชาของเขาอย่างง่ายดาย

ท่านที่เป็นวิปัสสนาจารย์ทั้งหลาย
ท่านจะทราบหรือไม่หนอ ว่าท่านนั้นแหล่ะคือโพธิสัตว์ที่ลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมี
การลงมาเกิดครั้งนี้ ก็เพื่อหมายคว้าเอาปรมัตถ์บารมีติดตัวกลับไป
ท่านจะทราบบ้างไหม ว่ามารตามประกบท่านมาโดยตลอด
เหตุเพราะท่านจะไปรื้อขนสัตว์โลกเพื่อให้พ้นจากการปกครองของเขา เขาจึงยอมท่านไม่ได้
เขาจะขัดขวางท่านทุกวิถีทาง เขาพยายามจะดับท่านทุกวิถีทาง
แล้วท่านจะยอมงอมือ งอเท้า ให้เขาเหยียบย่ำ ท่านอยู่อย่างนั้นหรือ
การไม่ยอมเดินวิชาก็ดี การไม่ออกไปสอนให้มากก็ดี อย่างนี้ เข้าข่ายงอมือ งอเท้่า ทั้งสิ้น

ในทางกลับกัน
เมื่อเรามาพบวิชาแล้ว เราต้องสู้ ต้องฟันฝ่า ต้องทะลุอุปสรรคทั้งหลายไปให้ได้
เมื่อถึงเวลาจะไปสอน ข้ออ้างที่ว่าไม่ว่าง ต้องไม่มี
เมื่อถึงเวลาจะเดินวิชาเฉพาะตน ข้ออ้างที่ว่าไม่มีเวลา ต้องไม่มี
หาก ทำได้อย่างนี้ มารที่ไหนก็ไม่กล้ามายุ่ง ไม่กล้ามาตอแยกับท่านแล้ว

๕.ท่าน ที่อ้างว่าไม่มีเวลาเดินวิชชาเลย โดยเฉพาะวิทยากรใหม่ๆ เพราะต้องท่องเนื้อวิชชาเป็นชั่วโมงกว่าจะจบการเดินวิชชา แต่เวลามีจำกัดเกรงว่าจะไปทำงานไม่ทันบ้าง ง่วงนอนบ้าง การอ้างว่าต้องท่องวิชชานานเป็นชั่วโมงเพราะเป็นวิทยากรใหม่เวลาเดินวิชชาก็ ท่องตามบทสอบวิทยากรซึ่งกินเวลานานเป็นชั่วโมงด้วย เช่นนี้จะทำอย่างไร

ตอบว่า

เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ สำหรับวิทยากรใหม่ที่เพิ่งผ่านการสอบท่องวิชา
เพราะการท่องวิชาอย่างเต็มรูปแบบนั้น มีความละเอียดในเนื้อหา จึงใช้เวลามาก อาจเป็นหลายสิบนาทีต่อการเดินวิชาหนึ่งเที่ยว
ข้ออ้างที่กล่าวว่าต้องมีภารกิจทำงาน หรือ ทำงานมามากจึงเกิดความง่วงนอนก่อนเดินวิชาในยามดึกก่อนเข้านอน จึงรับฟังได้

ข้อแนะนำที่จะขออนุญาตเสนอแนะแก่ท่านวิทยากรใหม่ก็คือ
การท่องวิชาเพื่อการเดินวิชาเฉพาะตนนั้น สามารถลดความละเอียดในเนื้อหาได้ แต่ยังต้องคงขั้นตอนที่สำคัญเอาไว้ ซึ่งจะข้ามไปไม่ได้
ได้แก่ ขั้นตอนสั่งวิชาให้ สอดใจเข้าสู่ศูนย์, เห็นดวงธรรม, เห็นกลาง(จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม), ลำดับดวงธรรมให้ครบหกดวง, เข้าสู่กายใหม่
ขั้นตอนเหล่านี้ ลดไม่ได้ข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ยกตัวอย่าง
เช่น การเดินวิชาเพื่อจะเข้าสู่ศูนย์ของกายธรรมพระโสดาหยาบ เมื่อท่องเต็มรูปแบบ คือ
"นึกส่งใจมองปากช่องจมูกของกายธรรมพระโสดาหยาบ ท่านหญิงมองข้างซ้าย ท่านชายมองข้างขวา ท่องใจ หยุดในหยุด
ต่อไป เลื่อนใจมองเพลาตาของกายธรรมพระโสดาหยาบ ท่านหญิงมองข้างซ้าย ท่านชายมองข้างขวา ท่องใจ หยุดในหยุด
ต่อไป มองไปที่จอมประสาทของกายธรรมพระโสดาหยาบ ท่องใจหยุดในหยุด
ต่อไป มองผ่านปากช่องลำคอลัดฐานลงไปในท้องกายธรรมพระโสดาหยาบ ท่องใจหยุดในหยุด เห็นดวงธรรม
ส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรม ท่องใจหยุดในหยุด นึกให้เห็นจุดเล็๋กใสโตเท่าปลายเข็ม อยู่กลางดวงธรรม
ส่งใจนิ่งไปกลางจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจหยุดในหยุด ดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ ดับอธิษฐาน
ลำดับดวงธรรมหกดวง หยุดในหยุด
หยุดกลางดวงธรรมหนึ่งเห็นดวงธรรมสอง
หยุดกลางดวงธรรมสองเห็นดวงธรรมสาม
หยุดกลางดวงธรรมสามเห็นดวงธรรมสี่
หยุดกลางดวงธรรมสี่เห็นดวงธรรมห้า
หยุดกลางดวงธรรมห้าเห็นดวงธรรมหก
หยุดกลางดวงธรรมที่หก
นึกให้จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมที่หกว่างออกไป
ในว่างใส เห็นกายธรรมพระโสดาละเอียด
เป็นพระพุทธรูปขาวใส เกตุดอกบัวตูม หน้าตักกว้างห้าวาเต็มส่วน สูงห้าวาเต็มส่วน นั่งขัดสมาธิอยู่ในกลางว่างใส หันหน้าไปในทางเดียวกับเรา.................."

ดูว่า การท่องวิชาแต่ละกายซ้ำ ๆ กันอย่างนี้จะใช้เวลาค่อนข้างนาน
แต่การท่องอย่างเต็มรูปแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเราเป็นผู้ฝึกใหม่รอยใจของเรายังไม่เกิด เรายังทำใจตามที่เราท่องไม่ได้ เราจึงต้องท่องเต็มรูปแบบ
ต่อเมื่อเราคุ้นเคยต่อการท่อง เราทำใจตามที่ท่องเต็มรูปแบบนั้นได้แล้ว รอยใจของเราเกิดแล้ว
อย่างนั้น ในเวลาต่อมา เราจึงสามารถท่องการเดินวิชาโดยย่อลงได้

การท่องวิชาโดยย่อนั้น เป็นไปเพื่อลดความละเอียดของเนื้อหา
เช่น ถ้าเราเป็นชาย เราก็รู้อยู่แล้วว่าต้องส่งใจไปที่ปากช่องจมูกข้างขวา เราก็ลดความละเอียดในการท่อง "หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา" ลงไปได้
แม้ว่าเราจะลดความละเอียดในเนื้อหา
แต่ขั้นตอนทั้งหมดในการท่อง ยังต้องคงเอาไว้อย่างครบถ้วน
การท่องโดยย่อนี้ มีได้หลายรูปแบบ ขอยกตัวอย่างดังนี้

เช่น ถ้าเราเป็นชาย
การเดินวิชาเพื่อจะเข้าสู่ศูนย์ของกายธรรมพระโสดาหยาบ เราจะท่องได้ว่า
"ส่งใจมองปากช่องจมูกข้างขวาของกายธรรม ท่องใจหยุดในหยุด
เลื่อนใจมองเพลาตาข้างขวาของกายธรรม ท่องใจหยุดในหยุด
มองจอมประสาทของกายธรรม ท่องใจหยุดในหยุด
มองผ่านปากช่องลำคอ ลัดฐานลงไปในท้องกายธรรม ท่องใจหยุดในหยุด เห็นดวงธรรม
ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรม ท่องใจหยุดในหยุด เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม
ส่งใจนิ่งไปกลางจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจหยุดในหยุด ดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ ดับอธิษฐาน
ลำดับดวงธรรมหกดวง
หยุดในหยดุ หยุดกลางดวงธรรมหนึ่งเห็นดวงธรรมสอง
หยุดกลางดวงธรรมสองเห็นดวงธรรมสาม
หยุดกลางดวงธรรมสามเห็นดวงธรรมสี่
หยุดกลางดวงธรรมสี่เห็นดวงธรรมห้า
หยุดกลางดวงธรรมห้าเห็นดวงธรรมหก
หยุดกลางดวงธรรมที่หก นึกให้จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมที่หกว่างออกไป
ในว่างใส เห็นกายธรรมพระโสดาละเอียด......"

หรือ ย่อลงไปอีก เช่น
"ส่งใจมองปากช่องจมูกกายธรรม ท่องใจหยุดในหยุด
เลื่อนใจมองเพลาตากายธรรม ท่องใจหยุดในหยุด
มองจอมประสาทของกายธรรม ท่องใจหยุดในหยุด
มองผ่านปากช่องลำคอ ลัดฐานลงไปในท้องกายธรรม ท่องใจหยุดในหยุด เห็นดวงธรรม
ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรม ท่องใจหยุดในหยุด เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม
ส่งใจนิ่งไปกลางจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจหยุดในหยุด ดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ ดับอธิษฐาน
ลำดับดวงธรรมหกดวง
หยุดในหยดุ หยุดกลางดวงธรรมหนึ่งเห็นดวงธรรมสอง
หยุดกลางดวงธรรมสองเห็นดวงธรรมสาม
หยุดกลางดวงธรรมสามเห็นดวงธรรมสี่
หยุดกลางดวงธรรมสี่เห็นดวงธรรมห้า
หยุดกลางดวงธรรมห้าเห็นดวงธรรมหก
หยุดกลางดวงธรรมที่หก นึกให้จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมที่หกว่างออกไป
ในว่างใส เห็นกายธรรมพระโสดาละเอียด......"

หรือ เมื่อเราคุ้นเคยการท่องมาเป็นแรมปี
วิชาของเราไปได้เร็ว ใจของเราหยุด-นิ่ง-แน่น ได้ดี เราทำใจตามการลำดับวิชานั้นได้โดยตลอด
อย่างนั้น เราสามารถย่นการท่องได้เป็นว่า
"ส่งใจมองปากช่องจมูกกายธรรม
มองเพลาตา
มองจอมประสาท
มองลงไปในท้องกายธรรม หยุดในหยุด เห็นดวงธรรม
หยุดในหยุด เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม
หยุดในหยุด ดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ ดับอธิษฐาน
หยุดกลางดวงธรรมหนึ่ง ดวงสอง ดวงสาม ดวงสี่ ดวงห้า ดวงหก
จุดใสเท่าปลายเข็มว่างออก เห็นกายธรรมพระโสดาละเอียด....."

ข้อสังเกตก็คือ
ไม่ว่าจะย่นย่อการท่องอย่างไร
ขั้นตอนสำคัญของการสั่งวิชายังคงต้องมีอยู่ คือ
- การสอดใจผ่านเข้าทางปากช่องจมูก แล้วไปสุดที่กลางกายนั้น ๆ
- การสั่งวิชาให้เห็นดวงธรรม
- การสั่งวิชาให้เห็น "กลาง" คือ จุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม
- การสั่งวิชาให้ลำดับดวงธรรม
- การสั่งวิชาให้เห็นกายถัดไป

การท่องวิชาโดยย่อ มีข้อควรระวังเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ
การท่องวิชา เป็นการสั่งวิชา ให้ใจของเราเดินไปตามที่เราท่อง
ถ้าเรา สั่งวิชาเร็วเกินไป ท่องเร็วเกินไป ทำใจตามไม่ทัน อย่างนั้น การท่องวิชาก็ล้มเหลว

ข้อแนะนำที่จำเป็นสำหรับการท่องวิชา ก็คือ
- เมื่อเริ่มลงมือเดินวิชา เราควรท่องอย่างเต็มรูปแบบ ไปอย่างช้า ๆ ก่อน เพื่อเป็นการปรับใจของเราให้ค่อย ๆ หยุด นิ่ง ไปตามลำดับ
- ต่อเมื่อวิชาเราเร็วขึ้น เราก็ท่องโดยย่อได้
- แต่เมื่อท่อง ๆ ไป เดินวิชาไป มารเขาสอดละเอียดเข้ามา วิชาของเรารวน
(ดูอย่างไรว่าวิชารวน : ดูจากการท่องเริ่มเปะปะ, จำกายไม่ได้ว่าอยู่กายไหนแล้ว, ลำดับดวงธรรมไม่ครบหกดวง หรือบางครั้งก็เกินหกดวง, ลืมหรือตกหล่นขั้นตอนสำคัญ เช่น ไม่สั่งวิชาให้เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มแต่ดันลำดับดวงธรรมหกดวงเลย, กำลังเดินวิชาโดยอนุโลมอยู่ แต่กลับสั่งวิชาเป็นแบบปฏิโลม ฯลฯ)
อย่างนั้นเราก็ต้องกลับมาท่องวิชาให้ละเอียดมากขึ้น
ดีที่สุด คือ การกลับไปท่องอย่างเต็มรูปแบบอีก
นี่คือการแก้ลำมาร
อย่าประมาท ความรู้ที่ว่ามารเข้าประกบเราตลอดเวลานั้น อย่าลืมเสีย

เหล่านี้ คือขั้นตอนที่ขออนุญาตเรียนแนะนำท่านวิปัสสนาจารย์ ได้โปรดพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการเดินวิชาส่วนตนเฉพาะตน เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องเวลาที่จำกัด

แต่หากเป็นการไปสอนผู้อื่น ก็ขอให้ท่านยังคงการบอกวิชาอย่างเต็มรูปแบบ
เพราะผู้เรียนใหม่ยังไม่รู้จักวิชา ยังไม่คุ้นเคยกับวิชา ย่นย่อไปก็เท่ากับบอกวิชาตกหล่น ความเสียหายจะเกิดแก่ผู้เรียนที่เราไปสอนอย่างใหญ่หลวง

หลักสำคัญในการย่นย่อก็คือ เราคุ้นเคยวิชา เราจำวิชาได้ทั้งหมดแล้ว เราทำใจตามการลำดับวิชานั้นได้ทั้งหมดแล้ว เราจึงย่อ
ถ้ายังทำไม่ได้อย่างที่กล่าว เราก็อย่าเพิ่งย่อ ไม่อย่างนั้น จะไม่เกิดประโยชน์
ย่อไปก็เท่ากับเป็นการเดินวิชาอย่างลวก ๆ
ท่องไป ใจก็ไม่หยุด ไม่นิ่ง ผิดหลักวิชา หาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
ดังนี้

๖.บาง ท่านถามว่าเนื่องจากเวลามีน้อย การเดินวิชชา ๑๘ กายนั้น สามารถเดินวิชชาตอนลืมตาได้หรือไม่ เช่นขับรถไปทำงานก็เดินวิชชาไปด้วย หรือโหนรถเมลไปทำงานก็เดินวิชชาไปด้วย อย่างนี้ได้หรือไม่ และแตกต่างจากการนั่งหลับตาเดินวิชชา ๑๘ กายโดยปกติหรือไม่อย่างไร

ตอบว่า

สามารถลืมตาทำได้
เพราะการเห็นวิชา คือการเอาใจไปหยุดอยู่ที่ศูนย์ เป็นการเห็นด้วยใจ(เห็น-จำ-คิด-รู้) ไม่ใช่การเอาตาเนื้อไปเห็น

ขับรถไป ทำงานไป กินข้าวไป โหนรถเมล์ไป ก็สามารถเดินวิชาไปพร้อมกันได้
ตราบใดที่เรายังสามารถทำใจหยุดในหยุดได้ก็ทำไป
จะทำอย่างนี้ได้ ต้องแบ่งใจเป็นสองส่วน คือ ส่วนหนึ่งทำงานไป อีกส่วนก็เดินวิชาไป
ต่อเมื่อมีงานสำคัญที่ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก เราก็พักการเดินวิชาเอาไว้ แล้วทำงานนั้นให้ลุล่วง
หรือเมื่อว่างจากงานแล้ว เราก็เดินวิชา ลำดับวิชาของเราไป
ทำอย่างนี้ได้ นับว่า เป็นความฉลาดในการหาโอกาสเดินวิชา ฉลาดในการดำรงชีวิต

เราจะประมาทไม่ได้
เราจะตายเมื่อไร ก็ไม่รู้
หายใจเข้า แล้วไม่หายใจออก เราก็ตาย
หายใจออก แล้วไม่หายใจเข้า เราก็ตาย
หัวใจบีบ แล้วไม่คลาย เราก็ตาย
หัวใจคลาย แล้วไม่บีบต่อ เราก็ตาย
เราจะตายเมื่อใดก็ได้
แต่หากใจของเราไม่ใส ไม่สว่าง เมื่อตายแล้วย่อมมีทุคติเป็นที่ไป
เมื่อรู้เช่นนี้ เราจึงดำรงตนด้วยความไม่ประมาท ด้วยเดินวิชาทุกขณะจิต หรือทุกขณะที่มีเวลา เพื่อให้ใจสว่างใส
อย่างนี้ เป็นเครื่องรับประกันได้ว่า เรามีสุคติเป็นที่ไป
เพราะหมั่นทำใจให้สว่างใส ตามคำสอนของพระบรมศาสดา

แต่ถ้าดูหนังไป ร้องเพลงไป พร้อมกับเดินวิชาไป อย่างนั้นไม่ดีแน่
เพราะการดูหนัง ร้อง รำ ทำเพลงนั้น เป็นกิจกรรมที่ทำให้ขาดสติ
เราลองพิจารณาดูสาระของเนื้อเพลงก็ดี การแสดงโดยการหัวเราะหรือร้องไห้ของตัวละครในภาพยนต์ก็ดี ล้วนแล้วแต่ไม่มีสาระแห่งความเป็นจริงเลย
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องชักจูง ชักพาให้เรามีอารมณ์เตลิดไปกับความสุข ความเศร้า ความดีใจ ความเสียใจ ในสิ่งที่บทเพลงหรือบทละครนั้นสมมุติขึ้น
ก็ในเมื่อสิ่งที่เราพิจารณานั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีแก่นสาร แต่พาเราให้มีอารมณ์คล้อยตามไปในทางดีใจ เสียใจ ได้
อย่างนั้น เป็นอุปสรรคต่อการทำใจหยุด ใจนิ่ง
อย่างนั้น ไม่ควรทำ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อวิชา
ต่อให้เป็นเวลาปกติที่ไม่ได้เดินวิชา ก็ไม่ควรเอาใจไปจรดในภาพยนต์ ในเพลง หรือการร้อง รำ ทำเพลง เหล่านั้น

พระบรมศาสดาจึงทรงห้ามพระสาวก มิให้ดูการเล่นเหล่านั้น เพราะเป็นภัยต่อกรรมฐาน
เพราะภิกษุผู้มาบวช ย่อมมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะทำนิพพานให้แจ้ง และเพื่อการนั้นภิกษุก็ต้องเรียนสมถะ และ วิปัสสนา
สมถะ ก็คือ การสงบ ระงับ ด้วย กาย วาจา ใจ
แต่การร้อง รำ ทำ เพลงนั้น ไม่เกื้อหนุน ไม่เป็นอุปการะต่อความสงบระงับใด ๆ เลย
มองให้ดี อย่างนี้เป็นกิจกรรมที่มารเขากำกับต่างหาก
เหตุนี้ พระบรมศาสดาจึงทรงห้าม และบัญญัติเอาไว้ในพระธรรมวินัย

การเดินวิชาโดยลืมตาทำนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องแบ่งใจเพื่อทำงานไป และเดินวิชาไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ความหยุดนิ่งทางใจย่อมไม่เท่ากับการหลับตา
เพราะเมื่อเราหลับตา เราไม่ต้องแบ่งใจไปทำอย่างอื่น
ใจของเราจึงรวมกันได้ง่าย รวมกันได้มาก
ใจจึงมีกำลังมาก สามารถทำใจหยุด-นิ่ง-แน่น ได้มากกว่าการลืมตา ดังนี้

๗.ที่ว่าวิชชา ๑๘ กายเป็นวิชชาพื้นฐานนั้น คำว่าพื้นฐานถือว่าสำคัญ เพราะพื้นฐานไม่ดีก็ไม่สามารถต่อยอดอะไรได้ ดังนั้นที่ว่าวิชชา ๑๘ กายจะเรียนรู้ให้แจ่มแจ้ง ใช้เวลา ๑๐ ปีก็ยังไม่หมด หมายความว่าอย่างไร ช่วยขยายความให้ชัดเจนได้หรือไม่
ตอบว่า
ที่กล่าวว่า วิชาสิบแปดกายเป็นวิชาพื้นฐานนั้น
ถูกต้องทั้งในหลักวิชาธรรมกาย และ ในหลักของพระศาสนา
เพราะวิชาสิบแปดกาย เป็นการเรียนเพื่อทำให้ใจ หยุด-นิ่ง-แน่น

ที่ว่าถูกต้องในหลักวิชาธรรมกาย ก็คือ เมื่อเราจะเดินวิชาอะไรก็ตามในวิชาธรรมกาย ตั้งแต่วิชาเบื้องต้นไปจนถึงวิชาสูงสุดคือปราบมาร ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยความ หยุด-นิ่ง-แน่น ของใจเป็นหลัก ยิ่งวิชาสูง ความหยุดนิ่งของใจยิ่งต้องมีมาก การฝึกวิชาสิบแปดกายซึ่งเป็นการฝึกฝนความหยุดนิ่งของใจ จึงเป็นอุปการะต่อวิชาธรรมกายทั้งหมด

ที่ว่าถูกต้องในหลักพระศาสนา ก็คือ วิชาสิบแปดกายเป็นวิชาที่เป็นไปเพื่อความหยุดนิ่งทางใจ ตรงตามหลักสูตรสมถกรรมฐาน ซึ่งเป็นการสงบระงับด้วยกาย วาจา ใจ และเมื่อทำสมถะได้แล้ว ก็เกื้อหนุนให้เราได้เรียนวิปัสสนาต่อ ก็ใช้วิชาสิบแปดกายที่ทำจนถูกตัวสมถะแล้วนี่แหล่ะ ไปพิจารณาหลักวิชาในพระศาสนา คือ การกำจัดกิเลส คือ ดวงทุกข์ และดวงสมุทัยนั้น สุดท้าย กายธรรมนั้นแหล่ะเป็นผู้บอกปิฏกทั้งมวลให้แก่กายมนุษย์ ที่สุดแล้ว จากการเรียนสมถะด้วยวิชาธรรมกาย เมื่อถึงที่สุด วิชาธรรมกายนั้นแลที่เป็นวิปัสสนาด้วย
ดังนั้น คำถามที่เกี่ยวข้องกับวิชาธรรมกายว่า สำคัญ และเป็นพื้นฐานของวิชาของธรรมภาคพระทั้งปวงนั้น ได้รับคำตอบแล้ว
อีกประเด็นหนึ่ง
คือเรื่องของความที่ต้องใช้เวลาในการฝึกวิชาสิบแปดกาย
มีการถกกันมากว่า ที่ท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถระ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระของวัดปากน้ำ ท่านกล่าวเอาไว้ว่า วิชาสิบแปดกายเมื่อเรียนยังไม่ถึงสิบปี ยังใช้ไม่ได้
เกิดอะไรขึ้นกับคำกล่าวนี้ เพราะบัดนี้ มีผู้ไม่เชื่อถือคำกล่าวของบัณฑิต คือท่านเจ้าคุณภาวนา ฯ นั้น
ในความเป็นจริงแล้ว ท่านเจ้าคุณภาวนา ฯ ท่านกล่าวไว้ถูกต้องแล้ว ชอบแล้วด้วยประการทั้งปวง
เราลองมาถก มาคิด มาศึกษาเรื่องนี้กันหน่อยเถิด เผื่อว่าจะเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย
การทำใจให้หยุด-นิ่ง-แน่นได้นั้น ต้องอาศัยการฝึกฝน
ถ้าไม่ฝึก เราก็ทำไม่ได้
เราเกิดมาเป็นเวลาหลายสิบปี เราไม่เคยฝึกฝนทำใจหยุด ใจนิ่ง มาก่อนเลย
อยู่ ๆ เราจะให้ใจของเราหยุด นิ่ง สนิท ได้ในเวลาอันสั้นนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผล
แม้เมื่อเราได้เห็นวิชาแล้ว เราทำใจหยุดนิ่งได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นหยุด-นิ่ง-แน่น ได้
ถึงเราหยุดได้ ก็เพียงหยุดอย่างชั้นอนุบาล ต่อเมื่อฝึกฝนต่อไป เราก็หยุดได้อย่างชั้นประถม ชั้นมัธยม ชั้นอุดมศึกษา
ก็ในทางการศึกษา เรายังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ฝึกฝน ให้เกิดทักษะ แล้วนำความรู้ไปต่อยอดกัน เราต้องใช้เวลาเรียนกันเป็นสิบปีกว่าจะถึงชั้นอุดมศึกษา
ในทางวิชาธรรมกายก็เช่นกัน เราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ฝึกฝน ให้เกิดทักษะ ในการทำให้ใจหยุด จนใจนิ่ง จนใจแน่น อยู่ที่ศูนย์ อยู่ที่กลางให้ได้ เราจึงต้องใช้เวลา
ก็เพราะการทำใจหยุดนั้นมันทำได้ยาก มองเห็นได้ยาก สัมผัสได้ยาก ไม่มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน
เราจึงมองไม่ออกว่า การหยุด-นิ่ง-แน่น นั้นต่างจากการหยุดที่เราเพิ่งทำได้นี้อย่างไร
หากเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้เราจงพิจารณาตัวอย่างที่เกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวันของเราหน่อยเป็นไร
วันหนึ่ง ๆ เราต้องพบกับเหตุการณ์กลาย ๆ อย่าง บางครั้งก็ทำให้เราหงุดหงิด อารมณ์เสีย
เมื่อเราเสียอารมณ์ เกิดโทสะขึ้น เราใช้เวลาเท่าไรในการปรับสภาพใจให้เป็นปกติ คือ ไม่โกรธ
บางท่านใช้เวลาไม่นาน แต่ก็อาจเป็นหลายนาที หลายชั่วโมง
บางท่านอาจใช้เวลาเป็นวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี
แต่บางท่าน อาจใช้เวลาข้ามภพ ข้ามชาติ ถึงจะคลายโทสะนั้นลง
เมื่อโทสะเกิด สภาพความหยุดนิ่งของใจเราจะเสีย
เมื่อสภาพใจเสีย กิเลสนั้นก็ทำหน้าที่ขยายผลต่อไปอย่างเต็มที่
ต่อเมื่อเรากลับมาทำใจหยุดนิ่งได้ใหม่ เราก็หายโกรธ คลายโทสะลง อุปมาเหมือนดังเอาไม้ขีดที่ติดไฟจุ่มลงไนน้ำแล้วดับวูบทันที มีอานุภาพขนาดนี้หนาการทำใจหยุดได้น่ะ
เมื่อพิจารณาตัวอย่างนี้แล้ว เราได้ข้อคิดถึงการทำใจให้หยุดนิ่งได้แล้ว ว่ามันต้องฝึกฝน มันต้องใช้เวลา มันไม่ง่ายเลย
ตัวอย่างการฝึกฝนทั้งหลาย เราก็เห็นในโลกแล้ว
นักมวย กว่าจะขึ้นชิงแชมป์ได้ ก็ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนเป็นปี
นักเรียน จะเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาจนจบออกมาประกอบอาชีพได้ ก็ต้องเรียนรู้ไปตามลำดับ ฝึกฝนเป็นปี
แพทย์ กว่าจะจบหลักสูตรการประกอบโรคศิลปะได้ ก็ต้องผ่านการเรียนอย่างหนัก ผ่านการฝึกฝนทักษะทางการแพทย์ เป็นปี
ดังนั้น
การเรียนวิชาธรรมกาย โดยฉพาะวิชาสิบแปดกาย ก็ต้องฝึกฝน ก็ต้องใช้เวลา

หากเราไม่ฝึกฝน หากเราไม่เรียนให้ดี หากเราทำหยุด-นิ่ง-แน่น ไม่ได้
เมื่อเราไปเรียนชั้นสูง ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องใช้ความหยุด-นิ่ง-แน่น ทั้งสิ้น เราก็จะพลาด
เช่น เมื่อเราไปเรียนซ้อน-สับ ทับทวี
ถ้าเราหยุดนิ่งแน่นไม่ดี ใจของเรายังอุดมไปด้วยกิเลส หมายความว่าใจของเรามีวิชาของธรรมภาคมารอยู่ เมื่อเราสับกายหยาบเข้าไปในกายละเอียด เมื่อนั้น ก็เท่ากับเราเอาภาระอันใหญ่หลวงไปใส่ในกายละเอียด เมื่อกายละเอียดหมดกำลัง กายหยาบก็เสียหายไปด้วย
เช่น ถ้าเราหยุดนิ่งไม่ดี มารเขายิงเครื่อง ยิงวิชาของเขาเข้ามาปกครองใจเรา
เมื่อเราใช้รู้ญาณดูสิ่งใด ก็จะเกิดความผิดพลาด เช่น ทำให้เราเห็นว่าการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่อายุเป็นพันปีนั้น เป็นผังของธรรมภาคขาว ทำให้เราต้องทุ่มเทการโฆษณา การหาเงินไปสร้างถาวรวัตถุ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่งานของธรรมภาคขาวเลย เป็นต้น

เราลองสังเกตตัวเราเองดูว่า
ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้น มีกี่ครั้งที่วิชาเราคงที่ เดินวิชาได้โล่ง โปร่ง เตียน
มีกี่ครั้งที่วิชาฝืด เดินวิชาแทบไม่ไปไหน
สังเกตแล้วเราจะพบว่า
แค่วิชาสิบแปดกาย เรายังมีปัญหาว่า วิชายังไม่คงตัว ยังขึ้น ๆ ลง ๆ
เช่นนี้แล้ว การฝึกฝนที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง อย่างต้องใช้เวลาแรมเดือน แรมปีนั้น สำคัญ และจำเป็นสำหรับเราหรือไม่ เราเท่านั้นที่จะหาคำตอบให้ตัวเองได้

ก่อนที่เราจะไปเรียนวิชาชั้นสูง
ก็ขอให้เราได้เกิดข้อคิดจากตัวอย่างของการเดินวิชา ของครูบาอาจารย์กันสักนิดหนึ่ง
คุณลุงศึกษา ฯ การุณย์นั้น ท่านออกเดินทาง เที่ยวสอนวิชาสิบแปดกายแก่นักเรียน ข้าราชการ ภิกษุสามเณร เป็นเวลากว่า 20 ปี แล้วก็ปราบมาร
คุณลุง ฯ ท่านแจ้งแก่ผู้เขียนในวันหนึ่ง ในปี พ.ศ.2541 ว่า

"ลุงเดินวิชาจากกายมนุษย์ไปจนถึงต้นนิพานเป็นนั้น ใช้เวลาเท่านี้"
แล้วก็ดีดนิ้วให้ดู

หมายความว่า ใช้เวลาแค่ลัดนิ้วมือเดียว
เรารับรู้รับฟังเข้าก็ตาเหลือก
ช่วงเวลาแค่นั้น แค่ลัดนิ้วมืเดียว เราแค่ส่งใจเข้าไปในศูนย์กลางกายก็หมดเวลาแล้ว
ข้อคิดเกิดแก่เราทันที ว่า จะทำอย่างคุณลุงศึกษา ฯ ได้ ต้องหยุด-นิ่ง-แน่น เป็นอย่างมาก
เห็นอย่างนี้แล้ว เรามีเรื่องที่ต้องฝึกอีกมาก จริง ๆ
โดยเฉพาะการเรียนสิบแปดกายเพื่อฝึกฝนความหยุด ความนิ่ง ของใจ