เทศนา

กัณฑ์ที่  ๑๔
ติลกฺขณาทิคาถา
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗

   นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (๓ หน)
   สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ                ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
   อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข                      เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
   สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ                  ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
   อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข                      อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข
   สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ                   ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
   อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข                      เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
 อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ                      เย ชนา ปารคามิโน
อถายํ อิตรา ปชา                         ตีรเมวานุธาวติ    
   เย จ โข สมฺมทกฺขาเต                    ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน
เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ                    มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ  
 กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย                    สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต
โอกา อโนกมาคมฺม                      วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ     
   ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย                        หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน
  ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ                     จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต
เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ                         สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ
อาทานปฏินิสฺสคฺเค                       อนุปาทาย เย รตา  
 ขีณาสวา ชุติมนฺโต                       เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ.

“สังขารทั้งหลายก็ต้องอาศัยธาตุอาศัยธรรม   ถ้าว่าไม่มีธาตุไม่มีธรรมแล้ว   สังขารทั้งหลายก็ตั้งขึ้นไม่ได้  ไม่มีที่ตั้ง  ติณชาติ ต้นหญ้า รุกขชาติ ต้นไม้ พฤกษชาติ ก็ต้นไม้ที่แน่นหนาถาวร   และวัลลีชาติเครือวัลย์ต่างๆ เครือเถาต่างๆ  ไม่มีแผ่นดินแล้วจะตั้งอยู่อย่างไร    ก็ย่อมอันตรธานหายไปหมด  ไม่ปรากฏแม้แต่น้อย  หายไปหมด   เพราะไม่มีแผ่นดินเป็นที่ตั้ง   เมื่อมีแผ่นดินเป็นที่ตั้งขึ้น  ติณชาติ พฤกษชาติ รุกขชาติ วัลลีชาติ  ก็ย่อมปรากฏขึ้นฉันใดก็ดี   ธาตุธรรมที่มีขึ้นแล้วปรากฏขึ้นแล้ว  ก็ย่อมมีการปรากฏขึ้นเป็นขึ้นของสังขาร  ถ้าว่าธาตุธรรมไม่มีแล้ว  สังขารก็ไม่มีเหมือนกัน  นี่เพราะอาศัยธาตุอาศัยธรรม  สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของดับได้เคลื่อนไปได้   ส่วนธาตุธรรมนั้นไม่แปรไปตามใคร”

วันนี้เป็นวันอัฏฐมีดิถีขึ้นแปดค่ำแห่งปักษ์ในมาฆมาสนี้  ที่เราท่านทั้งหลายทั้งหญิงและชาย  ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิตทุกถ้วนหน้า   เมื่อถึงวันธรรมสวนะ ได้พากันมาสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา  เพราะว่าเราช่วยกันรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา  ให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่กุลบุตรกุลธิดาในยุคนี้และภายหน้า  เป็นตัวอย่างอันดีแก่ภิกษุสามเณรในยุคนี้และต่อไปในภายหน้า  ได้ชื่อว่าทำตัวของอาตมาให้เป็นเนติแบบแผนตำรับตำราของพุทธศาสนิกชนสืบต่อไป   การกระทำของตนให้เป็นแม่พิมพ์หรือให้เป็นกระสวนหรือให้เป็นตัวอย่างเช่นนี้  ได้ชื่อว่า ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา   ที่จะชี้แจงแสดงธรรมเทศนาในวันนี้   แก้ด้วย หนทางอันหมดจดวิเศษ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเป็นผู้รู้เห็นเหตุอันลึกลับยิ่งนักหนา  จึงได้ ทรงแสดงหนทางอันหมดจดวิเศษ  ให้เป็นตำรับตำราไว้

หนทางอันหมดจดวิเศษนั้น  ท่านยกพระไตรลักษณ์ขึ้นไว้เป็นตำรับตำราว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง   ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง    อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เมื่อนั้นก็จะเบื่อหน่ายในทุกข์   เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา นี่หนทางหมดจดวิเศษข้อ ๑
สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์    ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่าสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์  เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่าย ในทุกข์   นี่เป็นหนทางหมดจดวิเศษข้อที่ ๒ 

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตน   ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่าธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัว   เมื่อนั้น ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี่เป็นหนทางหมดจดวิเศษข้อที่ ๓

หนทางหมดจดวิเศษนั้นคืออะไร ?  เมื่อฟังเพียงแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ   หนทางหมดจดวิเศษน่ะ หนทางตั้งต้นที่จะไปสู่มรรคผลนิพพาน  ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงพระอรหัต   พระอรหัตเป็นหนทางหมดจดวิเศษ หนทางหมดจดวิเศษน่ะอะไร ?   ก็ทำใจให้หยุดคำเดียวเท่านั้นแหละ   ให้หยุดที่ตรงไหน ?  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  ใสบริสุทธิ์ เท่าฟองไข่แดงของไก่  ไปหยุดอยู่ตรงนั้นแหละ  ไปหยุดก็เข้ากลางของหยุดเชียว  กลางของกลางๆๆๆ  ที่ใจหยุดนั่น   อย่าไปที่อื่นต่อไปเชียว   กลางของกลางๆๆๆ  ที่ใจหยุดนั่น   หยุดคำเดียวเท่านี้แหละ   ตั้งแต่ต้นจนพระอรหัตทีเดียว   ถ้าหยุดไม่ได้ ก็ไม่ถูกทางไปของพระพุทธเจ้าอรหันต์    ถ้าหยุดได้ก็ถูกทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์  หยุดนั่นแหละเป็นหนทางหมดจดวิเศษละ   ที่พระองค์ทรงรับสั่งทางมรรคผลนิพพานว่า    ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา     ขนฺตี นั่นความอดทน ตีติกฺขา กล่าวคือ ความอดใจ  อดจนกระทั่งหยุด  พอใจหยุดเรียกว่าอดละ   ต่ออดมันก็หยุดทีเดียว   ใจหยุด หยุดนั่นแหละเป็นสำคัญละ   ยืนยันด้วยตำรับตำราว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี   ยังรับรองอย่างนี้อีก   สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี   ต้องทำใจให้หยุดนั่นแหละ   เป็นหนทางบริสุทธิ์หมดจดวิเศษทีเดียว

เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้ว   ต่อจากนี้จงฟังวาระพระบาลีสืบต่อไปว่า  อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ   เย ชนา ปารคามิโน  อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ   บรรดามนุษย์ทั้งหลาย  ชนเหล่าใดมี  ปกติไปสู่ฝั่งคือนิพพาน  ชนทั้งหลายเหล่านั้นน้อยนัก  ส่วนชนนอกนี้เลาะอยู่ชายฝั่งนั่นเทียว  คือ โลกโอกอ่าววัฏฏสงสาร ฝั่งน่ะคือวัฏฏะนี่เอง กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ กิเลสวัฏฏ์ วัฏฏะ นี่เป็นฝั่งข้างนี้  ที่ไปสู่ฝั่งคือนิพพาน คือฝั่งข้างโน้น  โบราณท่านแปลว่าไปสู่ฝั่งข้างโน้น  คือ พระนิพพาน  ไปสู่ฝั่งข้างนี้คือวัฏฏสงสาร  วางหลักไว้สองประการดังนี้    เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน  ก็ชนเหล่าใดแล  ประพฤติธรรมในธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวดีแล้ว    เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ ชนทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมถึงซึ่งฝั่งคือนิพพานได้    มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ เป็นที่ตั้งอันล่วงเสียซึ่งวัฏฏะ เป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ อันบุคคลข้ามได้ยากยิ่งนัก    กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต บัณฑิตละธรรมอันดำเสียแล้ว ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น   โอกา อโนกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ อาศัยนิพพานไม่มีอาลัยจากอาลัย  ยินดีในนิพพานอันสงัด    ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน พึงละกามทั้งหลายเสีย ไม่มีกังวลแล้ว   พึงปรารถนายินดีในนิพพานนั้น    ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต บัณฑิตควรชำระตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตทั้งหลาย    เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดอบรมดีแล้ว  ในองค์เป็นเหตุแห่งตรัสรู้   อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา  บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดไม่ถือมั่นยินดีแล้วในอันสละความยึดถือ    ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะ   มีความโพลงดับสนิทในโลก  ด้วยประการดังนี้ นี่เนื้อความของพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา

ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป  เป็นทางปริยัติ  หาใช่ทางปฏิบัติไม่   เป็นทางปริยัติก่อน  ทางปริยัติชี้ชัดอยู่ว่า   คนทั้งหลายเหล่าใด  คนทั้งหลายเห็นตามปัญญา  เมื่อบุคคลเห็นตามปัญญา  เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่า  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง   เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์   นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ    เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่า สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ   เมื่อใดบุคคลเห็นตามปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัว เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์  นี้เป็นหนทางหมดจดวิเศษ    บรรดามนุษย์ทั้งสิ้น ชนพวกใด ชนที่เป็นมนุษย์พวกใดที่จะไปถึงฝั่งข้างโน้น คือ พระนิพพานนั่น น้อยตัวนัก    ส่วนชนนอกนี้ ส่วนชนคือมนุษย์นอกนี้ แล่นไปสู่ฝั่งนั้นแล   ไปในกามวัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ     ก็ชนเหล่าใดแลเป็นผู้ประพฤติตามธรรม ในธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวดีแล้ว   เป็นธรรมที่ลึกล้ำคัมภีรภาพนัก ไม่ใช่เป็นของเล็กน้อย   ชนทั้งหลายเหล่านั้นย่อมถึงพระนิพพานได้    พระนิพพานไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย  ไม่ใช่เป็นของง่าย   เพราะฉะนั้นทางไปนิพพานก็เป็นของไม่ใช่ง่าย  เป็นของยากนัก  ธรรมอันนี้ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงชี้ว่า  ทางอันหมดจดวิเศษ  เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย  เห็นความเป็นทุกข์ของสังขารทั้งหลาย   เห็นความไม่ใช่ตัวของธรรมทั้งปวง  นี่เป็นข้อสำคัญควรจะเข้าใจให้มั่นหมายทีเดียว   สังขารทั้งหลายคือธาตุธรรมผลิตขึ้นเป็นสังขารทั้งหลาย เหมือนแผ่นดินเป็นที่ตั้งของติณชาติ พฤกษชาติ รุกขชาติ วัลลีชาติ   ถ้าไม่มีแผ่นดินแล้ว   ติณชาติ พฤกษชาติ รุกขชาติ วัลลีชาติ ตั้งขึ้นไม่ได้  ไม่มีที่ผุดเกิด   นี่เพราะอาศัยแผ่นดินนี้ฉันใด    สังขารทั้งหลายก็ต้องอาศัยธาตุอาศัยธรรม   ถ้าว่าไม่มีธาตุไม่มีธรรมแล้ว   สังขารทั้งหลายก็ตั้งขึ้นไม่ได้  ไม่มีที่ตั้ง  ติณชาติ ต้นหญ้า รุกขชาติ ต้นไม้ พฤกษชาติ ก็ต้นไม้ที่แน่นหนาถาวร   และวัลลีชาติเครือวัลย์ต่างๆ เครือเถาต่างๆ  ไม่มีแผ่นดินแล้วจะตั้งอยู่อย่างไร    ก็ย่อมอันตรธานหายไปหมด  ไม่ปรากฏแม้แต่น้อย  หายไปหมด   เพราะไม่มีแผ่นดินเป็นที่ตั้ง   เมื่อมีแผ่นดินเป็นที่ตั้งขึ้น  ติณชาติ พฤกษชาติ รุกขชาติ วัลลีชาติ  ก็ย่อมปรากฏขึ้นฉันใดก็ดี   ธาตุธรรมที่มีขึ้นแล้วปรากฏขึ้นแล้ว  ก็ย่อมมีการปรากฏขึ้นเป็นขึ้นของสังขาร  ถ้าว่าธาตุธรรมไม่มีแล้ว  สังขารก็ไม่มีเหมือนกัน  นี่เพราะอาศัยธาตุอาศัยธรรม  สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของดับได้เคลื่อนไปได้   ส่วนธาตุธรรมนั้นไม่แปรไปตามใคร

ธาตุธรรมนั้นแยกออกเป็นสราคธาตุสราคธรรม   เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม   ธาตุธรรมที่ยังเกลือกกลั้วอยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะ เป็นสราคธาตุสราคธรรม  ธาตุธรรมที่ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้วนั่นเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม นี่อย่างหนึ่ง    อีกอย่างหนึ่ง ธาตุธรรมที่ยังเกลือกกลั้วด้วย ราคะ โทสะ โมหะ เป็นสังขตธาตุสังขตธรรม    ธาตุธรรมที่กะเทาะจากราคะ โทสะ โมหะ ไปได้บ้างแล้ว  ยังไม่สิ้นเชื้อ เป็นอสังขตธาตุอสังขตธรรม   ธาตุธรรมที่กะเทาะจากราคะ โทสะ โมหะ สิ้นเชื้อแล้ว นั่นเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม    นี่เราจะเอาธาตุธรรมที่ไหน เราจะเห็นอย่างไร  รู้อย่างไรกัน   ธาตุธรรมทั้งหมดปรากฏที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นสราคธาตุสราคธรรม   ไม่ใช่เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม   อาศัยสราคธาตุสราคธรรมอยู่   เมื่ออาศัยสราคธาตุสราคธรรมอยู่เช่นนี้  เราจะต้องเข้าไปถึงวิราคธาตุวิราคธรรมให้ได้    ถ้าเข้าไปถึงวิราคธาตุวิราคธรรมไม่ได้ ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี่ไม่มีจบมีสิ้น   เหตุนี้ต้องตั้งใจให้แน่แน่ว   ต้องทำใจให้หยุด   ตั้งใจให้หยุด  มุ่งที่จะไปพระนิพพานทีเดียว   เพราะน้อยตัวนักที่ตั้งใจจะไปสู่ฝั่งพระนิพพาน   มากตัวนักที่จะมุ่งไปสู่โลกในสราคธาตุในสราคธรรม ในสังขารทั้งหลาย   มุ่งไปในสังขารทั้งหลายน่ะมากตัวนัก ที่จะปราศจากสังขารทั้งหลายนะน้อยตัวนัก   เหตุนี้เราต้องคอยระแวดระวังทีเดียวในเรื่องนี้  เมื่อเป็นผู้จะไปสู่ในทางวิราคธาตุวิราคธรรม  ต้องประกอบตามธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวดีแล้ว   ประพฤติตามธรรมในธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวแล้ว   ธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวดีแล้วน่ะธรรมอะไร ?  ธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวดีแล้วนั่นน่ะไม่ใช่อื่น   ทางมรรคทางผลนี่เอง   ทางมรรคผลไม่ใช่ทางอื่น  ทางมรรคผลน่ะอะไร ?   อะไรเป็นทางมรรค ?   อะไรเป็นทางผล ?  นี้จะกล่าวถึงทางมรรคผล   ก็การทำใจให้หยุดนั่นแหละเป็นตัวมรรคทีเดียว   พอใจหยุดก็เป็นตัวมรรค  ก็จะมีผลต่อไปเมื่อใจหยุดเป็นตัวมรรคแน่นอนแล้ว   มรรคผลเกิดเป็นลำดับไป   พอใจหยุดก็ได้ชื่อว่าเริ่มต้นโลกิยมรรค  เข้าถึงมรรคแล้ว    มรรคผลนี้แหละเป็นธรรมที่พระตถาคตเจ้ากล่าวดีแล้ว  ต้องเอาใจหยุด    ถ้าใจไม่หยุดเข้าทางมรรคไม่ได้   เมื่อไปทางมรรคไม่ได้   ผลก็ไม่ได้เหมือนกัน

เมื่อวานนี้บวชสามเณรองค์หนึ่ง  พอใจหยุดถูกส่วนเข้าเท่านั้น ไปตลอดเทียวทางมรรคผล    ทำใจได้หยุด เอาผมมาปอยหนึ่งที่โกนแต่เมื่อบวชนั่น   เขาก็จำได้ ให้น้อมเข้าไปในช่องจมูกข้างขวา  ไปตั้งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์   ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่   กลางตัวเจ้านาคที่บวชเป็นเณรนั่น   เห็นผมจำได้ว่าโคนน่ะไปทางตะวันออก   ปลายไปทางตะวันตก  ผมมันมีคู้กลางอยู่กลางหน่อย   ถามว่ามันล้มไปทางซ้ายหรือล้มไปทางขวา   ตรงกลางที่โค้งอยู่หน่อยน่ะ  เจ้านาคบอกว่าไม่ล้ม   โคนตั้งโค้งขึ้นมาด้วย   โค้งก็เอาใจหยุดอยู่   ตรงกลางโค้งนั่นแหละ  หยุดอยู่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น   หยุดนิ่งเถอะประเดี๋ยวเถอะ  ผมนั่นแปรไป  แปรสีไป   พอถูกส่วนเข้าก็เป็นดวงใส  ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ   เณรเห็นแล้วเป็นดวงใส   ผมนั่นก็แปรไปๆ   แปรสีไปเป็นดวงใส  ดวงนั้นโตเล็กเท่าไหน   เจ้านาคบอกเท่าหัวแม่มือได้   เอ้ารักษาไว้ดวงนั่นน่ะ   ใจหยุดนิ่งอยู่กลางดวงนั่นแหละ  ก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงนั่น  พอนิ่งแล้ว   ก็เข้ากลางของกลางๆๆ นิ่งหนักเข้า  นึกว่ากลางของกลางหนักเข้า  ประเดี๋ยวเดียวแหละ    ดวงนั่นขยายโตออกไปๆๆ เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์   ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเจ้านาคขยายได้แล้ว   ดวงนั่นขยายออกไปเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์แล้ว   ถูกส่วนเข้า  ใจหยุดนิ่งกลางของกลางๆๆ   นิ่งหนักเข้าหนักเข้าเป็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์   นั่นแหละดวงนี้แหละเขาเรียกว่า เอกายนมรรค  หรือเรียกว่า ดวงปฐมมรรค  หรือเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  นี่แหละทางหมดจดวิเศษละทางนี้  ไม่มีทางอื่นมาคัดง้างได้ละ  พอถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้วนั่นแหละ   กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั่น หยุดเข้าเถอะ  พอใจหยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   ก็กลางของกลางที่ใจหยุดนั่นแหละ   กลางของกลางๆๆ หนักเข้าๆๆ ก็เข้าถึงดวงศีล   เมื่อเข้าถึงดวงศีลแล้ว   ใจหยุดอยู่กลางของดวงศีลนั่นแหละ   ก็เท่ากับดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  กลางของกลางดวงศีลหนักเข้ากลางของ   กลางหนักเข้าๆๆ ก็เข้าถึงดวงสมาธิอยู่กลางดวงศีลนั่นแหละ  เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เหมือนกัน   เจ้านาคทำได้ประเดี๋ยวเดียวเข้าถึงดวงสมาธิแล้ว   กลางดวงสมาธินั่นแหละ หยุดเข้าเถอะ  กลางของกลางๆๆ ดวงสมาธินั่น  พอหยุดถูกส่วนเข้า   เห็นดวงปัญญาอยู่กลางดวงสมาธินั่น  หยุดอยู่กลางดวงปัญญานั่นแหละ   พอใจหยุดกลางดวงปัญญา   ก็กลางของกลางๆๆๆ หนักเข้า   พอถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงวิมุตติ   อยู่กลางดวงปัญญานั่น   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตตินั่น   พอหยุดก็กลางของใจที่หยุดนั่นแหละ    กลางของกลางๆๆ   จนกระทั่งหยุดหนักเข้า  หนักเข้า   ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  อยู่กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ   หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ   หยุดหนักเข้า กลางของกลางๆๆๆ  พอหยุดก็เข้ากลางของหยุดนั่นแหละ   กลางของกลางๆๆ   พอถูกส่วนเข้าเห็นกายมนุษย์ละเอียด   ที่นอนฝันออกไป ถามเจ้านาคว่า   อย่างไร กายนี้เคยเห็นไหมละ   เมื่อเวลานอนฝัน  เจ้านาคบอกว่าเห็นเมื่อนอนฝัน   เห็นมัน  ถูกทีเดียว   นี่ไม่ใช่เป็นของยาก  ชั่วบวชนาคประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละไปตลอดแล้ว   พอเห็นกายละเอียดก็เอาละถูกส่วนละ   จำได้นะ

ต่อไปอีก  ให้กายละเอียดนะ  นั่งเหมือนกายมนุษย์นี่  เขาก็ทำถูกแบบเดียวกัน   แล้วเอาใจของกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ นิ่งอยู่ศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด   แบบเดียวกัน    พอนิ่งถูกส่วนเข้าละก้อ กลางของกลางๆๆ ที่นิ่งนั่นแหละ   ประเดี๋ยวเดียว   เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  พอหยุดก็เข้ากลางของหยุดนั่นแหละ กลางของกลางๆๆ หนักเข้า  ก็เห็นดวงศีลอยู่ในดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   ดวงเท่ากัน    หยุดอยู่ในกลางดวงศีลนั่นแหละ  พอใจหยุดก็หยุดอยู่กลางของใจที่หยุด   กลางของกลางๆๆ  หนักเข้าเห็นดวงสมาธิอยู่ในกลางดวงศีล   หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ  พอหยุดถูกส่วนแล้วก็เข้ากลางของกลางๆๆ  ที่หยุดนั่นเห็นดวงปัญญา   อยู่ในดวงสมาธิ   ดวงเท่ากัน  หยุดอยู่ในกลางดวงปัญญานั่นแหละ  พอหยุดถูกส่วนเข้าแล้ว  กลางของกลางๆๆ พอถูกส่วนเข้า ถึงดวงวิมุตติ ดวงเท่ากัน  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ   พอหยุดอยู่กลางดวงวิมุตติแล้ว   ก็กลางของกลางๆๆ ที่หยุดนั่นแหละ  ไม่ได้ไปไหน  พอถูกส่วนเข้า   เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ  กลางของกลางๆๆ  พอถูกส่วนเข้าเห็นกายทิพย์   พอเห็นกายทิพย์เข้า  เอ้าเป็นกายที่ ๒ ละ    อยากจะรู้มรรคผลไหมละ   นั่นแหละที่ดำเนินการนั่นแหละเป็นมรรคทั้งนั้น   ที่มาโผล่เห็นกายมนุษย์ละเอียดนั่นเป็นผลแล้ว   ตั้งแต่ดำเนินมาหยุดอยู่ที่กายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เข้าดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   ดวงศีล  ดวงสมาธิ ดวงปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงวิมุตติญาณทัสสนะ  เห็นกายทิพย์เข้า  นั่นกายทิพย์นั่นเป็นผลแล้ว   แต่ว่าเป็นโลกียผล  โลกียมรรค ไม่ใช่ โลกุตตรผล ไม่ใช่โลกุตตรมรรค  ให้รู้จักหลักอันนี้   นี่โลกีย์  นี่ทางหมดจดวิเศษ  ไม่ใช่ทางอื่น   นี้เป็นทางหมดจดวิเศษทีเดียว

ให้กายทิพย์หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์   หยุดนิ่งพอถูกส่วนเท่านั้น  ให้เอาใจกายทิพย์หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์  หยุดนิ่งพอถูก ส่วนเข้า   ก็หยุดอยู่กลางของหยุด  กลางของกลางๆๆ  พอถูกส่วนเข้า  ก็เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานของกายทิพย์ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  พอถูกส่วนเข้า  ก็กลางของกลางที่ใจหยุดอีกนั่นแหละ  กลางของกลางๆๆๆ ซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง-ล่าง-บน-นอก-ใน ไม่ไป   กลางของกลางๆๆ   พอถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงศีล หยุดอยู่กลาง ดวงศีลนั่นอีก  พอใจหยุด ก็เข้ากลางของใจที่หยุดอีกนั่นแหละ แบบเดียวกัน   กลางของ กลางๆๆ พอถูกส่วนเข้า   เข้าถึงดวงสมาธิอยู่กลางดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ  กลางของกลางๆๆ   ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงปัญญาอยู่ในกลางดวงสมาธิ    หยุดอยู่กลางดวงปัญญานั่นแหละ กลางของกลางที่ใจหยุดนั่น   พอถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติ    หยุดอยู่กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ   พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุด   กลางของกลางๆๆ    พอถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่ในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ กลางของกลางๆๆ หนักเข้า   พอถูกส่วนเข้าเห็นกายทิพย์ละเอียด    ทำไปดังนี้อีก  นี่เป็นมรรคเป็นผลไปอย่างนี้  แล้วก็เดินไปตามมรรคอีก

ให้นั่งนิ่งแบบเดียวกับกายทิพย์หยาบอีก   นั่งนิ่ง  ก็เอาใจกายทิพย์ละเอียดหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียดอีก   นั่นเข้ามรรค   หยุดนิ่งแล้วก็กลางของกลางๆๆ ที่ใจนิ่งทีเดียว   พอถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   นี่มรรคทั้งนั้น หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุด  กลางของกลางๆๆ หนักเข้า  ก็เข้าถึงดวงศีล    หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีลอีก กลางของกลางๆๆ เข้าถึงดวงสมาธิ    หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิอีก กลางของกลางๆๆ หนักเข้า ที่ใจหยุดนิ่งเข้าถึงดวงปัญญาอยู่กลางดวงสมาธิ     หยุดอยู่กลางดวงปัญญาอีก กลางของกลางๆๆ กลางดวงปัญญานั่น ก็เข้าถึงดวงวิมุตติอยู่ในกลางดวงปัญญา   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติอีก กลางของกลางๆๆ ที่ใจหยุดนั่น เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ อยู่ในกลางดวงวิมุตติ    หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก กลางของกลางๆๆ ที่ให้หยุดนั่น   ถูกส่วนเข้าก็เห็นกายรูปพรหม   พอถึงกายรูปพรหม  นี่ก็เป็นตัวผลแล้ว นี่มรรค มาแล้ว มาถึงผลแล้ว นี่ ๕ ผลแล้ว

พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุด   กลางของกลางๆๆ   ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น  กลางของกลางๆๆ ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงศีลอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล พอใจหยุดก็กลางของใจที่หยุด กลางของกลางๆๆ ถูกส่วนเข้า  ก็เข้าถึงดวงสมาธิอยู่กลางดวงศีล   หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก  พอหยุดถูกส่วนเข้า ก็กลางของกลางที่หยุดนั่น เข้าถึงดวงปัญญาอยู่กลางดวงสมาธิ   หยุดนิ่งอยู่กลางดวงปัญญาอีก  พอหยุดก็กลางของกลางที่ใจหยุดนั่น   ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติอยู่กลางดวงปัญญา   หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติอีก พอถูกส่วนเข้าก็กลางของกลางที่ใจหยุดนั่น   เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก กลางของกลางที่ใจหยุดนั่น  พอถูกส่วนเข้า เห็นกายรูปพรหมละเอียด  กายรูปพรหมละเอียดนี่ก็เป็นตัวผลอีก  เดินมาตามมรรคนั่น  เข้าถึงผลอีกแล้ว  นี่ต้องเข้าใจอย่างนี้   ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้จะไม่รู้จักมรรคผล มรรคผลนี่เป็นของยากนัก  ไม่ใช่เป็นของง่าย

ใจของกายรูปพรหมละเอียดหยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด  ถูกส่วนเข้า  ก็เข้ากลางของใจที่หยุด  กลางของกลางๆๆ ไม่ได้ถอยออกละ  เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานอีก   พอใจหยุด  ก็กลางของกลางๆๆ  เข้าถึงดวงศีล   หยุดอยู่กลางดวงศีลอีก   พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุด กลางของกลางๆๆ ก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก  พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุด  กลางของกลางๆๆ ถูกส่วนเข้า   ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญาอีก  พอหยุดถูกส่วนเข้า   ก็เข้ากลางของใจที่หยุด   กลางของกลางๆๆ  ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงวิมุตติ   ใจหยุดอยู่กลางดวงวิมุตติอีก   พอหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุด  กลางของกลางๆๆ  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก   กลางของกลางๆๆ หนักเข้า  ก็เข้าถึงกายอรูปพรหม  เห็นกายอรูปพรหม   นี่เป็นผล   กายอรูปพรหมนี่เป็นผล    ที่ดำเนินมานั้นเป็นมรรค

ใจกายอรูปพรหมหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมอีก   หยุดอยู่นั่น  หยุดนิ่งอยู่  พอหยุดนิ่งก็เข้ากลางของใจที่หยุด  ถูกส่วนเข้า  ก็เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   เข้ากลางของหยุดอีก  พอถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงศีล หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลอีก  ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงสมาธิ    หยุดอยู่ศูนย์กลาง ดวงสมาธิอีก ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงปัญญา    หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า ก็ถึง ดวงวิมุตติ    หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติอีก ถูกส่วนเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด

จากกายอรูปพรหมละเอียดหยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด  แบบเดียวกัน ไม่ได้มีเคลื่อนกันละ  พอใจหยุดก็เข้ากลางของหยุด กลางของกลางๆๆ   พอกลางของกลางหนักเข้า  ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  อยู่ในกายอรูปพรหมละเอียด  ใจกายอรูปพรหมละเอียดหยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   หยุดนิ่งกลางของกลางๆๆ หนักเข้า ก็ถึงดวงศีล   หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล  พอหยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิอยู่กลางดวงศีล   หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงปัญญา    หยุดอยู่กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงกายธรรม  รูปเหมือนพระปฏิมาเกตุดอกบัวตูม  ใสบริสุทธิ์เหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า  หน้าตักโตเล็กตามส่วน  อย่างโตที่สุดไม่ถึง ๕ วา หย่อน ๕ วา อย่างเล็กที่สุดก็ตามส่วนลงมา   นั่นเรียกว่า กายธรรม เข้าถึงพุทธรัตนะแล้ว   พุทธรัตนะนั่นแหละเป็นตัวผล  ไม่ใช่ตัวมรรค  เป็นตัวผลทีเดียว   มรรคเดินมาตามลำดับนั่น

ใจของกายธรรมหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย   พอหยุดนิ่งถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงศีล   หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ   หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงปัญญา   หยุดอยู่กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า ถึงดวงวิมุตติ    หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้า  เข้าถึงกายธรรมละเอียด   หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสยิ่งกว่ากระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า ใสหนักขึ้นไป

ใจของกายธรรมละเอียดหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด นี่เข้าถึงผลอีกแล้ว ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียดก็วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลม รอบตัว ใจของกายธรรมละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกายธรรม   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียดนั่น   พอหยุดถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงเท่ากัน  วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว  หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั่น  ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้า  ถึงดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ  ถูกส่วนเข้า ถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา   ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงธรรมกายพระโสดา   หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้น ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระโสดาก็วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว

ใจของพระโสดาหยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดา   ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงเท่ากัน  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล ดวงเท่ากัน หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงสมาธิ   ดวงเท่ากัน  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ  ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงปัญญา ดวงเท่ากัน   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา   ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติ  ดวงเท่ากัน   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงเท่ากัน   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เห็นธรรมกายพระโสดาละเอียด  หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป

ใจของพระโสดาละเอียดหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดาละเอียด  ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๑๐ วา กลมรอบตัว ดวงเท่ากัน  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงศีล  ดวงเท่ากัน   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงสมาธิ   หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงปัญญา   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  ถูกส่วนเข้า ก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ   ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้า ก็เห็นกายพระสกทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป

ใจของพระสกทาคาหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกทาคา   พอถูกส่วนเข้า  เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระสกทาคา  วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๑๐ วา กลมรอบตัว ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็เท่ากัน   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงศีล   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล   ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงสมาธิ  หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงปัญญา   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติ  หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้า  เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาละเอียด  หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป

ใจของพระสกทาคาละเอียด  หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นสกทาคาละเอียด   พอถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  พอถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงศีล   หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล  พอถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงสมาธิ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้า  เข้าถึงกายธรรมพระอนาคา

ใจของพระอนาคาหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคา  ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ  ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา   ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาละเอียด หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป

ใจของพระอนาคาละเอียด   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคาละเอียด ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงศีล   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงสมาธิ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ  ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงปัญญา   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   ถูกส่วนเข้า  เข้าถึงกายธรรมพระอรหัต  หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใสหนัก ขึ้นไป

ใจพระอรหัตหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัต  ถูกส่วนเข้า  ก็ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ดวงเท่ากัน   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงศีล   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล   ถูกส่วนเข้า  ถึงดวงสมาธิ   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ   ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงปัญญา   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  ถูกส่วนเข้า   ก็ถึงดวงวิมุตติ    หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า ก็ถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ   หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ถูกส่วนเข้า เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด ใสหนักขึ้นไป

นี้วานนี้ได้สอนเจ้านาคให้ถึงนี้  พอบวชเณรเสร็จแล้ว   ไปตามญาติ  ไปนิพพานก็ได้  ไปโลกันต์ก็ได้  พวกพ้องไปตายอยู่ที่ไหน   ไปตามเอารับส่วนบุญเสียด้วย   ตากับยายทั้งสองคนไปตามมาและเห็น  ฝ่ายพระบวชใหม่ก็เห็นด้วย   นี่ทางพุทธศาสนาความจริงเป็นอย่างนี้

นี่แหละ เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา   หนทางหมดจดวิเศษทีเดียว   หมดจดวิเศษกว้างขวางนัก   ทางปฐมมรรค  มรรคจิต มรรคปัญญา โคตรภู โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ทางมรรค ทางผล ทางศีล ทางสมาธิ ทางปัญญา ทางวิมุตติ ทางวิมุตติญาณทัสสนะ   นี่แหละเป็นทางหมดจดวิเศษ   ทางอื่นไม่มี   นี่วันนี้ที่ตั้งใจแสดงก็ให้รู้ทางหมดจดวิเศษ ที่จะเข้าไปทางนี้ก็เพราะเห็นสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง   สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์  ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัว ก็ตกอกตกใจหา หนทางไป  ทางนี้ก็ถูกมรรคผลนิพพานทีเดียว  นี้ทางเป็นหลักเป็นประธานเช่นนี้    เพราะฉะนั้น ต้องฟังจริงๆ ตั้งใจจริงๆ   ไม่ใช่ของพอดีพอร้าย   ไม่ใช่เป็นง่าย   เป็นของยากนัก   ผู้แสดงก็ตั้งอกตั้งใจแสดง   ถ้าผู้ฟังไม่ตั้งใจฟัง   ก็ขี้เกียจ  เดี๋ยวก็เลิกเสียเท่านั้น   ถ้าผู้ฟังตั้งใจฟัง  ผู้แสดงก็ตั้งใจแสดง  ตรงกันเข้า ขันกับพานมันก็รับกันเท่านั้น   นี่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย  ผู้แสดงก็ได้  ผู้รับก็ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย   ถ้าว่าพูดเสีย  ผู้แสดงก็สะดุดใจเสีย  ก็หยุดเสียไม่แสดง   ก็เสียทั้งสอง   ฝ่ายเป็นฝ่ายดำไป  ไม่ใช่ฝ่ายขาว  ได้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายขาวไม่ใช่ฝ่ายดำ   ให้รู้จักความจริงทางพุทธศาสนาดังนี้   เมื่อรู้จักหลักอย่างนี้แล้ว

ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้  ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา  ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา    เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ ขอความสุขสวัสดิ์จงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา   สมมุติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้   เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.