ธรรมกาย

โอวาทของพระมงคลเทพมุนี
แฉล้ม อุศภรัตน์ บันทึก
     เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
ตรงกับวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งคล้ายกับวันเกิดของเจ้าคุณหลวงพ่อ เจ้าคุณหลวงพ่อเทศน์เป็นการให้โอวาท ดังนี้


   ผู้เทศน์เกิดวันศุกร์ ปีวอก บวชมา ๕๐ พรรษา ค้นคว้าธรรมะเรื่อยมา การออกธุดงค์ใจเป็นมรรคผล สงบ สมาธิ เป็นทาง รู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นปัญญา (ไม่ใช่ธรรม)

     ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพุทธรัตนะ ผู้เทศน์รู้จักเกือบ ๕๐ ปี (ตำราไม่มี) โดยการค้นคว้าทางปฏิบัติ
     ดีที่สุด คือ พระพุทธเจ้า แต่อ่อน
     ชั่วที่สุด คือ มาร แข็งกว่าพระพุทธเจ้า

     ผู้เทศน์มารู้ตัวเมื่อบวชแล้ว ว่าต้นธาตุ (คือ พระพุทธเจ้าองค์แรก ขณะนี้อยู่บนพระนิพพาน) ใช้ให้จุติมาเกิดเพื่อปราบมาร (ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย) ถ้ามารไม่แพ้ ผู้เทศน์ยอมตายอยู่วัดปากน้ำ

     มารปล่อยสายมาปกครองมนุษย์ มนุษย์ตกเป็นบ่าวเป็นธาตุของโลภะ โทสะ โมหะ ผลคือ ความเสียหาย มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เช่นสงครามที่แล้วมา เกิดจากโลภะ คือ ความโลภ เป็นเหตุให้คนเจ็บ คนตาย

     ลูกชายลูกหญิงมีโมหะ จึงหลงว่าตัวเก่งแล้ว พ่อแม่ว่าไม่ได้ มีโทสะ โมโหโต้เถียง ไม่กลัวเกรง

     ที่เป็นเช่นนี้ เพราะนาย โลภะ โทสะ โมหะ เขาปกครอง เขาสั่งให้ทำเช่นนั้น เอาบ้านเมืองมาล่อ เอาความเจ็บความตายมาให้ ปราบมารเหล่านี้ลงเสียได้ มนุษย์จะได้อยู่เย็นเป็นสุข เจ้าตัวมารเหมือนผีเที่ยวสิงบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งของเขา

     เราต้องเข้าวิชาธรรมกายจึงรู้ เห็นได้หมด เพราะธาตุธรรมไม่เหมือนกัน

     วัดปากน้ำช่วยเหลือแก้คนป่วยไข้ ให้หายไม่ต้องกินยา มารมันยอมให้ คนไข้ก็หาย แต่มันไม่ยอมแพ้ มันแพ้หลอก ๆ (ตามวิสัยของมาร)

     มนุษย์ชายหญิง เป็นพระก็มาก เป็นมารก็มาก

     เป็นธรรมกาย ดูเป็น รักษาตัวได้ เราจับสายธรรมะเสีย เขาก็ไม่รบกัน เก็บสมบัติให้หมด เก็บอาวุธให้หมดตามจุด เขาก็ไม่รบกัน (คำว่า จับ คำว่า เก็บ ในที่นี้หมายถึงวิชารบ ตามชั้นเชิงของวิชาธรรมกาย)

กวดขันอย่าง นี้ ๒๕ ปีแล้ว แยกพระ แยกมาร ไม่ให้ปนกัน ไม่ให้กระทบกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นสุข (เหมือนกับการกระทบกระทั่งกันระหว่างประเทศต่อประเทศในโลกเรานี้)

     จะให้สัญญา ไม่รังแกกัน ถ้าไม่ยอมก็เก็บฤทธิ์เสีย ที่ไม่ตกลงกัน เพราะเขาประลองฤทธิ์กัน
     ผู้เทศน์ปล่อยชีวิต ยอมตายมา ๒ คราว เพื่อถวายแก่พระพุทธเจ้า จึงได้พบ “ธรรมกาย” ซึ่งวิชาธรรมกายนี้ พระพุทธเจ้าทรงเป็นเจ้าของ

     ชายหญิงผู้ปฏิบัติธรรมะ จนถึงบรรลุธรรมกายโคตรภู เท่ากับได้บวชข้างใน เป็นหญิงถือว่าได้บวชข้างใน หากเป็นชายที่บวชพระ ถือว่าบวชทั้งนอกและข้างใน เป็น ๒ ชั้น
ความอยากเป็นเหตุให้เกิด  เกิดเป็นผล

ดับหยาบได้  ดับเป็นชั้นๆ  ดับตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดจนถึงธรรมกาย  ความเกิดเป็นของจริง  ละได้ก็เห็นดับ  ดับนั้นเป็นนิโรธ  นิโรธมีขึ้นได้เพราะ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา
ดับหยาบไปหาละเอียดเป็นชั้นๆ เข้าไป  จนเป็นพระโสดา  ตาดีก็เห็น  ญาณดีก็รู้  มีบาลีรับรอง

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  “ธรรมกาย”  นั่นแหละเป็นผู้รักษาความสงบ

(คัดจากหนังสือเรื่องธรรมกาย หน้า ธ-ป หนังสือเล่มนี้ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทยพณิชยการ สีลม พระนคร เมื่อเดือน กันยายน ๒๔๙๙ โดยนางแฉล้ม อุศุภรัตน์ เป็นผู้จัดพิมพ์)